โอกาสและความท้าทาย
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลก ธุรกิจพลังงานต้องเผชิญกับความท้ายทายในการปรับตัวให้สอคดล้องกับมาตรฐานสากล เช่น เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ตามความตกลงปารีส และกลไก Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนและการดำเนินธุรกิจของอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานฟอสซิลเป็นหลัก โดยในระดับประเทศ รัฐบาลไทยได้ยกระดับเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศผ่าน NDC 3.0 โดยกำหนดทิศทางมุ่งสู่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2593 และตั้งเป้าหมายระยะกลางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลงประมาณร้อยละ 47 ในปี 2578 เมื่อเทียบกับปี 2562 ที่เป็นปีฐาน พร้อมทั้งออกมาตรฐาน เช่น Thailand Taxonomy เพื่อส่งเสริมการลงทุนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ภาคธุรกิจพลังงานต้องปรับตัวเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจและสังคมในหลายด้าน เช่น ความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น เช่น น้ำแล้ง น้ำท่วม พายุ และไฟป่า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของโรงไฟฟ้า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ และผลประกอบการทางการเงิน
บี.กริม เพาเวอร์ ตระหนักถึงความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมดำเนินกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น Task Force on Climate-Related Financial Disclosure (TCFD) รวมถึงนำการกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing: ICP) มาใช้เป็นกลไกบริหารต้นทุนและประเมินผลกระทบของคาร์บอนต่อธุรกิจ การดำเนินการเหล่านี้ช่วยให้เราสามารถปรับตัวเข้ากับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ตลอดจนพัฒนาโครงการพลังงานที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจก๊าซเรือนกระจกต่ำและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
บี.กริม เพาเวอร์ มุ่งมั่นสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ตามความตกลงปารีส โดยดำเนินงานภายใต้แนวทาง 2.0°C Non-OECD Pathway ขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส พร้อมรักษาความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าและเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความรับผิดชอบต่อสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางพลังงาน และความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้ บริษัทกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยอ้างอิงแนวทางของ GHG Protocol โดยมุ่งเน้นการลดการปล่อยในขอบเขตที่ 1 และขอบเขตที่ 2 ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยหลักของธุรกิจผลิตไฟฟ้า ให้ครอบคลุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดขององค์กร ก่อนการขยายขอบเขตการบริหารจัดการไปยังการปล่อยทางอ้อมอื่น ๆ ในห่วงโซ่คุณค่าอย่างเป็นลำดับ
| ปี 2568 ผลการดำเนินงาน |
ปี 2573 เป้าหมาย |
|
|---|---|---|
| กำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน1 (สัดส่วนของกำลังการผลิตทั้งหมด) | 31% | ›50%3 |
| อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 (tCO2e/MWh) | 0.372 | ‹0.2802 |
1 นับจากโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการทั้งหมด ณ สิ้นปี
2 หรือลดลงในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 27 จากปีฐาน (ปี 2564) ครอบคลุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
3 สัดส่วนของกำลังการผลิตทั้งหมด ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าความร้อนร่วมร้อยละ 38.5 โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร้อยละ 37.8 โรงไฟฟ้าพลังงานลมร้อยละ 18.8 โรงไฟฟ้าพลังน้ำร้อยละ 4.8 รวมถึงโรงไฟฟ้าสำรองสำหรับธุรกิจซื้อขาย และโรงไฟฟ้าขยะร้อยละ 0.2
คาดการณ์อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยไฟฟ้า
การบริหารจัดการและกลยุทธ์
ความมุ่งมั่นของเรา
บี.กริม เพาเวอร์ มีโครงสร้างการกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการการจัดการความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าสู่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ทั้งในโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วและการขยายธุรกิจ เรามุ่งมั่นสร้างคุณค่าระยะยาวโดยคำนึงถึงผลประโยชน์และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน พร้อมยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล การตรวจสอบภายใน และกลไกถ่วงดุลที่เหมาะสม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน และเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593
ด้วยความมุ่งมั่นพัฒนาพลังงานที่มีเสถียรภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดลอม ในระดับต่ำ บี.กริม เพาเวอร์ ดำเนินธุรกิจภายใต้นโยบายไม่ลงทุนในถ่านหิน (No coal policy) พร้อมมุ่งขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ควบคู่ไปกับการปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยผลิต นอกจากนี้ ยังศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น การใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนผสมกับก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการส่งมอบโซลูชันพลังงานสะอาดให้แก่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อลดรอยเท้าคาร์บอนของลูกค้าไฟฟ้าและไอน้ำ และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบพลังงานในระยะยาว
เรามุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลกตามกรอบความตกลงปารีส โดยคำนึงถึงบทบาทของเราที่จัดหาพลังงานไฟฟ้าที่มั่นคงกับลูกค้าอุตสาหกรรมผ่านโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม และการขยายสัดส่วนพลังงานสะอาด เราจึงกำหนดแนวทางการเปลี่ยนผ่านให้สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส ภายใต้แนวทางสำหรับประเทศนอกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (2.0°C Non-OECD pathway) ขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ทั้งนี้ กลยุทธ์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเรามุ่งเน้นความรับผิดชอบ ควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 อย่างสอดคล้องกับแนวทางสากล

โครงสร้างการกำกับดูแล
โครงสร้างการกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การกำกับดูแลความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศในระดับคณะกรรมการ
- คณะกรรมการบริษัท มีบทบาทที่สำคัญในการกำกับดูแลและติดตาม รวมทั้งเฝ้าระวังความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของบริษัท เพื่อให้มั่นใจว่ากลยุทธ์ขององค์กรด้านสภาพภูมิอากาศสอดคล้องและสนับสนุนนโยบายต่าง ๆ ของบริษัท
- คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืน เป็นคณะกรรมการชุดย่อย แต่งตั้งโดยคณะกรรมการบริษัท ทำหน้าที่ตัดสินใจในประเด็นด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ดังนี้
- การประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศต่อการดำเนินงาน การเงิน และชื่อเสียงของบริษัท อาทิ ความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวน การเปลี่ยนแปลงกฎหมายรวมถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้า
- การพัฒนาและปรับปรุงนโยบายและกลยุทธ์ของบริษัทเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น เพิ่มการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป
- ติดตามความคืบหน้าของกลยุทธ์และการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องผ่านเป้าหมายและตัวชี้วัดเพื่อวัดผลความก้าวหน้าและความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง และปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานตามความเหมาะสม
- จัดให้มีการรายงานข้อมูลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงข้อมูลความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในรายงานทางการเงินในช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจในความโปร่งใสในการบริหารความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การประเมินและการจัดการความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศในระดับ
- วิเคราะห์ความเสี่ยงเพื่อรายงานต่อคณะกรรมการบริษัท โดยระบุและประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติการ การเงิน และชื่อเสียงของบริษัท ครอบคลุมกรณีสภาพอากาศแปรปรวน การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย รวมถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้า
- พัฒนาแผนงานและแผนปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงภาพภูมิอากาศภายใต้กลยุทธ์และนโยบายจากคณะกรรมการบริษัท โดยกำหนดเป้าหมายและแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์กร มีการทบทวนความคืบหน้าและผลการปฏิบัติงาน และรายงานต่อคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืน
- จัดตั้งคณะทำงานโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วยพนักงานฝ่ายความยั่งยืนและการจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน บี.กริม เพาเวอร์ มาร่วมกันศึกษาและดำเนินงานและกิจกรรมต่างๆ ในด้านสภาพภูมิอากาศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และรายงานผลการดำเนินงานและข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงแผนงานต่อคณะกรรมการจัดการ
- วางเป้าหมายและผลตอบแทนต่อผู้ปฏิบัติงานทั้งในระดับผู้บริหารและระดับผู้จัดการของหน่วยงานต่างๆ ต่อผลงานที่เชื่อมโยงต่อการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ อาทิ การลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยการผลิต การพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน
กลยุทธ์และการบริหารความเสี่ยง
บี.กริม เพาเวอร์ มุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องในทุกกระบวนการผลิต และผลักดันให้ทุกภาคส่วนในห่วงโซ่ธุรกิจมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “สร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี” เราได้พัฒนากลยุทธ์หลัก “GreenLeap–Global and Green” โดยมุ่งเน้นการเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานที่ยั่งยืน เป้าหมายของเราคือการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อให้มั่นใจถึงความมั่นคงของระบบพลังงานในโลกคาร์บอนต่ำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันโซลูชันลดคาร์บอนที่เป็นนวัตกรรมใหม่ เสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีพลังงานขั้นสูง และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกสูงสุดต่อการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งมอบคุณค่าในระยะยาวให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ผ่านการดำเนินการ ดังนี้
- การบริหารความเสี่ยงและการวางแผนเชิงกลยุทธ์ด้านสภาพภูมิอากาศ ติดตามการเคลื่อนไหวต่างๆ แนวโน้มและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างใกล้ชิด โดยมีการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและแผนดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับปรุงการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย
เทคนโนโลยีพลังงานสะอาด พร้อมกำหนดนโยบายการลงทุนเพื่อขยายธุรกิจพลังงานทดแทนเพื่อความยั่งยืน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานผ่านโครงการอนุรักษ์พลังงาน นอกจากนี้เราศึกษาแนวทางการปลูกป่าเพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และศึกษาเทคโนโลยีการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ - การประเมินความเสี่ยงด้านกายภาพและการเปลี่ยนผ่าน ฝ่ายบริหารความเสี่ยง ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร และฝ่ายความยั่งยืนและการจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ ได้ร่วมมือกับที่ปรึกษาภายนอกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการประเมินและระบุความเสี่ยงด้านกายภาพและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน รวมถึงผลกระทบในเชิงปริมาณที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรอบด้าน รวมถึงจัดทำเป็นรายงานเพื่อรองรับการดำเนินงานและการตัดสินใจขององค์กร
- กำหนดราคาคาร์บอนภายใน (Internal Carbon Pricing: ICP) เราใช้การกำหนดราคาคาร์บอนภายใน (Internal Carbon Pricing) ที่ประมาณ 6 เหรียญสหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และขอบเขตที่ 2 ในการประเมินต้นทุนการลงทุนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ ได้ใช้ ICP เป็นราคาเงา (Shadow Price) เพื่อสนับสนุนกระบวนการตัดสินใจ กำหนดทิศทางการลงทุนและกลยุทธ์ทางธุรกิจให้สอดคล้องกับแผนการเปลี่ยนผ่าน การประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงเป้าหมายความยั่งยืนและเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศขององค์กร ให้แก่พนักงานที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาการลงทุนและการตัดสินใจทางธุรกิจ อาทิ ทีมพัฒนาธุรกิจและทีมบัญชีการเงิน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ ICP และนำไปประยุกต์ใช้เพื่อวิเคราะห์โครงการและกำหนดทิศทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม
- การเปิดเผยข้อมูลตามแนวทาง Thailand Taxonomy บี.กริม เพาเวอร์ เปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานโดยสมัครใจตามแนวทาง Thailand Taxonomy ซึ่งเป็นกรอบแนวทางที่ครอบคลุมในการระบุและจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ตามระดับการมีส่วนสนับสนุนต่อการบรรเทาและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจัดประเภทกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดังนี้ 1) กิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (สีเขียว) 2) กิจกรรมที่สามารถปรับปรุงและพัฒนากิจกรรมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (สีเหลือง) และ 3) กิจกรรมที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (สีแดง) ควบคู่ไปกับการประเมินตามเกณฑ์สิ่งแวดล้อมและมาตรฐานความรับผิดชอบทางสังคม (DNSH และ MSS) โดยในปี 2568 เงินลงทุนในทรัพย์สินและกิจการ (Capital expenditure & Investment) ของบริษัทมีสัดส่วนจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนถึงร้อยละ 51.1 สะท้อนความมุ่งมั่นลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ซึ่งจะทยอยเปิดดำเนินการในอนาคต ขณะที่กิจกรรมสีเขียวในส่วนของรายได้และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (Operating expenditure) มีสัดส่วนกิจกรรมสีเขียวร้อยละ 7.1 และ 8.4 ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากธุรกิจโรงไฟฟ้าอุตสาหกรรมที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี สามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ B.Grimm Power Thailand Taxonomy Disclosure

บี.กริม เพาเวอร์ให้ความสำคัญกับการระบุ ประเมิน และจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการเข้ากับกระบวนการบริหารความเสี่ยงขององค์กรอย่างครบถ้วน ครอบคลุมทั้งมิติด้านกลยุทธ์ การเงิน ความเป็นผู้นำ คุณค่าต่อผู้มีส่วนได้เสีย ชื่อเสียง การกำกับดูแล การดำเนินธุรกิจ และการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ โดยมีกระบวนการในการบริหารความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
กรอบการบริหารความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ

ความเสี่ยงด้านกายภาพ
เราพิจารณาเลือกความเสี่ยงด้านกายภาพที่มีผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับการวิเคราะห์เหตุการณ์และแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นผ่านฉากทัศน์ต่าง ๆ เพื่อยืนยันว่ากลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความยืดหยุ่นและสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม เราระบุความเสี่ยงด้านกายภาพตามตำแหน่งที่ตั้งของโรงไฟฟ้าและสำนักงาน โดยมีวิธีการดำเนินงาน 4 ขั้นตอน ดังนี้
1. การวิเคราะห์ฉากทัศน์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
2. การระบุผลกระทบต่อธุรกิจและการดำเนินงานอย่างชัดเจน
3. การประเมินความรุนแรงและของผลกระทบต่อธุรกิจและการดำเนินงาน รวมทั้งผลกระทบด้านการเงิน
4. การพัฒนาแผนการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ได้ระบุไว้
การประเมินความเสี่ยงของโรงไฟฟ้าทุกโรงตั้งอยู่บนสมมติฐานภายใต้สภาพภูมิอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรงที่สุด ส่งผลต่อการเกิดภาวะ water stress หรือความเครียดน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผลิตไฟฟ้า ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าของเรามีการจัดทำแนวทางบริหารจัดการน้ำในการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว พร้อมตั้งเป้าหมายลดการใช้น้ำและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจและ ระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกต่ำในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของบริษัทจากปัจจัยต่างๆ เช่น นโยบายภาครัฐ กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย และการเปลี่ยนแปลงของตลาดพลังงาน ทั้งนี้ ฝ่ายบริหารความเสี่ยงร่วมกับฝ่ายความยั่งยืนองค์กรและการจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ ได้ระบุและประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่าน กำหนดขอบเขตของผลกระทบ ช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน และโอกาสทางธุรกิจที่อาจเอื้อต่อการดำเนินงานของบริษัท โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ ดังนี้
- กลไกและการกำหนดราคาคาร์บอน รวมถึงภาษีคาร์บอน และระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon pricing, Carbon Tax, Emission Trading System – ETS)
- กฎระเบียบที่มีผลกระทบต่อการซื้อขายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงตลาดไฟฟ้าเสรี
- ข้อบังคับของการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เข้มข้นขึ้น
- ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีที่ปล่อยมลพิษต่ำ
- การเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกค้า
- การเปลี่ยนแปลงด้านชื่อเสียงของบริษัทในมุมมองของนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย
โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ภายใต้แนวโน้มหรือฉากทัศน์ที่หลากหลาย โดยพิจารณา 3 มิติ ได้แก่ ช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน เป้าหมายของการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก และทิศทางของนโยบายและกฎระเบียบในระดับประเทศและภาคอุตสาหกรรม
การระบุช่วงเวลาที่มีผลต่อความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
บี.กริม เพาเวอร์ พิจารณาความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลกระทบต่อผลประกอบการและองค์กร ในระยะสั้น (ปี 2568-2569) ระยะกลาง (ปี 2570–2573) และระยะยาว (ปี 2574–2593) ทั้งนี้ กรอบระยะเวลาดังกล่าวมีการทบทวนและปรับปรุงให้สอดคล้องกับบริบททางธุรกิจและสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยกระบวนการประเมินดังกล่าวครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท ทั้งในส่วนการดำเนินงานของบริษัท กิจกรรมต้นน้ำ เช่น ต้นทุนวัตถุดิบในการผลิต และกิจกรรมปลายน้ำและ/หรือลูกค้า เช่น การเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกค้าไปสู่สังคมก๊าซเรือนกระจกต่ำ
ผลการพิจารณาระบุความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ
เนื่องจากโครงสร้างรายได้หลักของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่มาจากการขายไฟฟ้าภายใต้สัญญาการซื้อขายระยะยาว เราจึงมุ่งเน้นการบริหารและจัดการความเสี่ยงในช่วงระยะสั้นถึงระยะกลาง ขณะที่ในระยะยาวจะมุ่งเน้นการค้นหาและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เราได้ศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อธุรกิจโดยอ้างอิงข้อมูลทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อจัดเตรียมแนวทางที่เหมาะสมที่สุดต่อการรับมือกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้า โดยแหล่งข้อมูลที่สำคัญมาจากคณะทำงานโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อพัฒนากรอบการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (TCFD – Task Force on Climate-related Financial Disclosures) โดยเฉพาะการประชุมว่าด้วยเรื่องการเปิดเผยข้อมูลในช่วงการเปลี่ยนผ่าน การเปิดเผยข้อมูลด้านการเงินและโอกาสใหม่ทางธุรกิจของอุตสาหกรรมไฟฟ้า การผลิตและสาธารณูปโภค นอกจากนี้ เราได้นำคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ มาร่วมวิเคราะห์และพิจารณาทั้งด้านความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจและการดำเนินงาน และอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการและการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าในรูปแบบต่าง ๆ
จากการประเมินบริษัทสามารถระบุประเด็นสำคัญได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ความเสี่ยงด้านกายภาพ 5 ด้าน ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน 6 ด้าน และโอกาสทางธุรกิจ 5 ด้าน ที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงระยะเวลาสั้นถึงระยะกลาง (ปี 2568–2573) ดังนี้
ประเด็นความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญ
| ความเสี่ยงด้านกายภาพ | |
| ผลกระทบฉับพลันและรุนแรง | ผลกระทบระยะยาวและต่อเนื่อง |
|
ช่วงเวลา ระยะกลางถึงยาว P1 น้ำท่วม P2 พายุใต้ฝุ่น |
ช่วงเวลา ระยะกลางถึงยาว P3 ระดับน้ำทะเลหนุนสูง P4 สภาพอากาศร้อนมาก P5 ความเครียดน้ำ |
| ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน | |
| ผลกระทบจากนโยบายและกฏหมาย | ผลกระทบจากเทคโนโลยี |
|
ช่วงเวลา ระยะกลางถึงยาว T1 ค่าใช้จ่ายด้านคาร์บอน (ภาษี เงินช่วยเหลือ) T2 กฎระเบียบที่มีผลกระทบต่อการซื้อขายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลและการรายงานก๊าซเรือนกระจกที่เข้มข้นขึ้น |
ช่วงเวลา ระยะกลางถึงยาว T3 ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ |
| ผลกระทบจากตลาด | ผลกระทบต่อชื่อเสียงองค์กร |
|
ช่วงเวลา ระยะกลางถึงยาว T4 ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น (ก๊าซธรรมชาติ ก๊าชธรรมชาติเหลว) T5 พฤติกรรมผู้บริโภคสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ |
ช่วงเวลา ระยะกลางถึงยาว T6 การเปลี่ยนแปลงของชื่อเสียงองค์กรในหมู่นักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย |
| โอกาสทางธุรกิจ | |
| ประสิทธิภาพด้านทรัพยากร | แหล่งพลังงาน |
|
ในทุกช่วงเวลา O1 เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน |
ช่วงเวลา ระยะกลางถึงยาว O2 เปลี่ยนสู่การกระจายการผลิตไฟฟ้า O3 รายได้จากการขายไฟฟ้าที่ผ่านมาตรฐานการรับรองคุณลักษณะทางพลังงาน |
| ผลิตภัณฑ์และบริการ | ตลาด |
|
ช่วงเวลา ระยะกลางถึงยาว O4 ขยายธุรกิจสู่ผลิตภัณฑ์และบริการคาร์บอนต่า |
ช่วงเวลา ระยะกลางถึงยาว O5 ขยายธุรกิจสู่ตลาดแห่งใหม่ |
การกำหนดตัวชี้วัดในการบริหารความเสี่ยง
หลังจากการระบุความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และที่ปรึกษาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อร่วมกันประเมินผลกระทบจากแต่ละประเด็นความเสี่ยงและโอกาสต่อธุรกิจและผลประกอบการ ภายใต้ฉากทัศน์ที่หลากหลายซึ่งบริษัทได้กำหนดไว้ การประเมินนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนดตัวชี้วัดและแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถสรุปประเด็นความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญได้ตามตาราง ดังนี้
ตัวชี้วัดในการบริหารความเสี่ยงและโอกาส
| ความเสี่ยงและโอกาส | คำอธิบายและเหตุผล | ตัวชี้วัด |
|---|---|---|
P5. ความเครียดน้ำ (Water Stress) หรือการขาดแคลนน้ำ |
การขาดแคลนน้ำอาจทำให้ผลประกอบการของ บี.กริม เพาเวอร์ลดลง (บาทต่อปี) เนื่องจากการลดการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ซึ่งต้องใช้น้ำเป็นวัตถุดิบหลักที่จำเป็นต่อกระบวนการผลิต |
|
T1. ความเสี่ยงจากราคาคาร์บอน |
ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้นจากภาษีที่เกิดจากการกำหนดราคาคาร์บอนและกำหนดสิทธิ์การปล่อยคาร์บอนสำหรับธุรกิจในประเทศไทย ทั้งนี้ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในปัจจุบันไม่ครอบคลุมต้นทุนดังกล่าว |
|
O3. โอกาสในการขายผลิตภัณฑ์และบริการสีเขียว อาทิ เครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (I-RECs) |
รายได้จากการซื้อขายเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (I-RECs) ให้กับลูกค้าที่ต้องการไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน |
|
การประเมินความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศเชิงปริมาณ
บี.กริม เพาเวอร์ ประเมินความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่มีนัยสำคัญเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเชิงปริมาณ เพื่อระบุและประมาณการผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยพิจารณาจากตัวชี้วัดและผลกระทบต่อการดำเนินงานและผลประกอบการภายใต้ฉากทัศน์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
- เป้าหมายการลดอุณหภูมิโลก ตามมาตรการของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งสอดคล้องกับฉากทัศน์ Shared Socioeconomic Pathways (SSP) ที่สะท้อนแนวโน้มการพัฒนาโลกภายใต้บริบทของสังคม เทคโนโลยี และนโยบายที่แตกต่างกัน ดังนี้
ฉากทัศน์ของ Shared Socioeconomic Pathways (SSPs1) และผลกระทบต่อแนวทางดำเนินงาน
| ฉากทัศน์ | คำอธิบาย | แนวโน้มผลกระทบต่อแนวทางดำเนินงาน |
|---|---|---|
1. SSP 1-2.6 (1.5oC) Scenario |
อุณหภูมิโลกสูงขึ้นไม่เกิน 1.5oC ในศตวรรษนี้ | ดำเนินธุรกิจโดยจัดทำแผนงานและดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศอย่างเข้มข้น |
2. SSP 2-4.5 (2oC) Scenario |
อุณหภูมิโลกสูงขึ้นไม่เกิน 2oC ในศตวรรษนี้ | เป็นฉากทัศน์ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอยู่ระหว่างกลางระหว่างฉากทัศน์ที่ 1 และ 3 |
3. SSP 5-8.5 (4.4oC) Scenario |
อุณหภูมิโลกสูงขึ้นไม่เกิน 4.4oC ในศตวรรษนี้ | ดำเนินธุรกิจโดยไม่มีแผนและการดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ |
1SSPs ย่อมาจาก Shared Socioeconomic Pathways ซึ่งเป็นชุดฉากทัศน์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ใช้ในการวิเคราะห์ผลกระทบและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยสะท้อนแนวโน้มการพัฒนาโลกภายใต้บริบททางสังคม เทคโนโลยี และนโยบายที่แตกต่างกัน
- ฉากทัศน์จากกฎเกณฑ์และเป้าหมายของประชาคมโลกจากรายงานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านซึ่งส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบต่อ บี.กริม เพาเวอร์ อาทิ แรงกดดันจากผู้มีส่วนได้เสียให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เราสามารถทำกำไรจากธุรกิจเดิมลดลง แต่รายได้จากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและการขายผลิตภัณฑ์และบริการที่ได้รับการรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของเราเติบโตขึ้น โดยฉากทัศน์ที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่
- Stated Policies Scenario – STEPS (นโยบายประกาศจริง) เป็นนโยบายที่ประกาศโดยประเทศต่าง ๆ ที่สะท้อนและแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของโลกในความต้องการใช้พลังงานในแต่ละประเภทในปริมาณเท่าใดในแต่ละช่วงเวลาของอนาคต
- Announced Pledges Scenario – APS เป้าหมายที่คำมั่นสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศทั้งหมดที่รัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกจะถูกปฏิบัติการอย่างครบถ้วนและตรงเวลา รวมถึงเป้าหมายที่กำหนดโดยประเทศ (NDCs)
- Net-Zero Emission Scenario – NZE เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2573
จากการวิเคราะห์และใช้สมมติฐานต่าง ๆ ตามฉากทัศน์และเป้าหมายข้างต้น เราสามารถประเมินถึงผลกระทบเชิงปริมาณที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจ ทั้งในด้านรายได้ ต้นทุน และโอกาสทางการเงินได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้ตัวชี้วัดที่ชัดเจน ในการบริหารความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจ โดยสรุปในภาพดังต่อไปนี้
ผลกระทบเชิงปริมาณของตัวชี้วัดจากการวิเคราะห์ฉากทัศน์ที่หลากหลาย
| ความเสี่ยงด้านกายภาพ | SSP 5-8.5 (4.4°C) Scenario | SSP 2-4.5 (2°C) Scenario | SSP 1-2.6 (1.5°C) Scenario |
|---|---|---|---|
ความเครียดน้ำ หรือการขาดแคลนน้ำ สำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม |
เครื่องผลิตไอน้ำและกังหันไอน้ำหยุดการผลิต 15 วันต่อครั้ง 1 | เครื่องผลิตไอน้ำและกังหันไอน้ำหยุดการผลิต 7.5 วันต่อครั้ง1 | เครื่องผลิตไอน้ำและกังหันไอน้ำหยุดการผลิต 5 วันต่อครั้ง1 |
| ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน | STEPS (2.3°C) | APS (1.65°C) | NZE (1.5°C) |
|---|---|---|---|
ภาษีคาร์บอน |
62 USD/tCO2e | 113 USD/tCO2e | 414 USD/tCO2e |
รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์และบริการที่ได้รับการรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (I-RECs) |
3.5 USD/MWh | 5.5 USD/MWh | 10 USD/MWh |
1 เกิดขึ้นในบางพื้นที่ โดยตั้งสมมติฐานความถี่ของภาวะความเครียดทางน้ำว่าจะเกิดขึ้นทุก ๆ 5 ปี
2 ประเทศไทยมีแผนจะเรียกเก็บภาษีคาร์บอน 200 บาทต่อตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (6 เหรียญสหรัฐ/ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)
3 อ้างอิงอัตราภาษีคาร์บอน จากกรณีศึกษาของธนาคารโลก (World Bank) และแนวโน้มการกำหนดราคาคาร์บอนในประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งเป็นมูลค่าที่ไม่สร้างภาระหนักเกินไปต่ออุตสาหกรรมในระยะเริ่มต้น
4 เป็นระดับราคาคาร์บอนในระยะยาวที่มีเป้าหมายสนับสนุน Net Zero Emissions ในปี 2593 ตามกรอบของ IPCC และ Paris Agreement
ผลกระทบจากความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศ ในปี 2573
| ประเภท | ความเสี่ยงด้านกายภาพ | ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน | โอกาสทางธุรกิจ |
|---|---|---|---|
ประเด็นความเสี่ยง |
P1. ความเครียดน้ำและการขาดแคลนน้ำ |
T1. ความเสี่ยงจากราคาคาร์บอน |
O3. โอกาสจากการขายผลิตภัณฑ์และบริการสีเขียว (ที่ได้รับการรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน) |
สินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบ |
โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม | โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม | โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังงานลม โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ |
ผลกระทบตามตัวชี้วัดความเสี่ยงและโอกาสที่กำหนด |
การขาดแคลนน้ำอาจทำให้การผลิตไอน้ำร้อนต้องหยุดชะงักและต้นทุนค่าน้ำสูงขึ้น | กฎหมายการกำหนดราคาคาร์บอนอาจเพิ่มต้นทุนต่อการดำเนินงาน หากมีบทบัญญัติห้ามการส่งผ่านค่าใช้จ่ายดังกล่าวต่อลูกค้า | การพัฒนาโครงการต่าง ๆ เพื่อผลิตและขายผลิตภัณฑ์และบริการที่ได้รับการรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ทําให้มีรายได้เพิ่มขึ้น |
ผลกระทบทางการเงิน |
9.7-45.7 ล้านบาท1 | 0-320 ล้านบาท2 | 216-619 ล้านบาท5 |
ค่าใช้จ่ายในการบริหารและบรรเทาความเสี่ยง |
2.4-16.6 ล้านบาท3 | 39 ล้านบาท4 | - |
1 ภาวะความเครียดทางน้ำและการขาดแคลนน้ำเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมของ บี.กริม เพาเวอร์ ขึ้นอยู่กับสถานที่และการบริหารจัดการของแต่ละโรงไฟฟ้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิต ต้นทุน และรายได้ โดยตั้งสมมติฐานว่าหากเกิดภาวะแห้งแล้งรุนแรงยาวนาน 5 วัน (ฉากทัศน์ SSP1-2.6) และ 15 วัน (ฉากทัศน์ SSP5-8.5) ระหว่างปี 2567–2577 การดำเนินการของกังหันไอน้ำในโรงไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งที่มีโอกาสได้รับผลกระทบ จะสูญเสียกำไรสุทธิจากการดำเนินงานส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ ประมาณ 9.7-45.7 ล้านบาทต่อเหตุการณ์ โดยตั้งสมมติฐานว่าจะเกิดขึ้นทุกๆ 5 ปี
2 ประเทศไทยอยู่ระหว่างเตรียมการเก็บภาษีคาร์บอนเป็นอัตราเบื้องต้น 200 บาทต่อตันคาร์บอนและเป็นการแปลงจากภาษีน้ำมันซึ่งจะไม่มีผลกระทบต่อผู้บริโภค หากมีการเรียกเก็บภาษีคาร์บอนจากการใช้ก๊าซในอนาคตเราประเมินว่ามีโอกาสสูงที่จะถูกเก็บจากผู้ผลิตระดับต้นน้ำและมีการส่งผ่านต้นทุนมากับค่าก๊าซและมีโอกาสส่งผลต่อผู้บริโภค เราประเมินผลกระทบทางการเงินกรณีที่ภาษีคาร์บอนถูกเก็บจากการใช้ก๊าซในอัตรา 200 บาทต่อตันคาร์บอน ด้วยสมมติฐานสามารถส่งผ่านต้นทุนทั้งหมดไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) ได้ และมีฉากทัศน์ในการส่งต่อต้นทุนไปสู่ผู้บริโภคในระหว่างร้อยละ 0-100 จะส่งผลกระทบต่อกำไรของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่ 0-320 ล้านบาท
3 แผนการบรรเทาความเสี่ยงของบี.กริม เพาเวอร์ คือการจ้างรถบรรทุกน้ำหรือซื้อไฟฟ้าจากระบบสายส่งของประเทศ ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2.4-16.6 ล้านบาทต่อเหตุการณ์
4 บี.กริม เพาเวอร์ศึกษาการผสมไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยโครงการนำร่องซึ่งเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ผสมและอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่น ๆ คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 39 ล้านบาท
5 เป้าหมายของบี.กริม เพาเวอร์คือการขยายการผลิตพลังงานหมุนเวียนให้เกินกว่าร้อยละ 50 ของกำลังการผลิตทั้งหมดภายในปี 2573 โดยสมมติว่าเราสามารถสร้างรายได้จาก I-RECs จากส่วนหนึ่งของกำลังการผลิตนี้ โดยพิจารณาราคาประมาณ I-RECs ที่ 3.5-10 ดอลลาร์สหรัฐ/เมกะวัตต์ชั่วโมงภายใต้สามฉากทัศน์สภาพภูมิอากาศ (STEPS, APS และ NZE) ซึ่งจะเทียบเท่ากับรายได้ 216-619 ล้านบาทต่อปีจาก I-RECs โดยค่าใช้จ่ายประจำปีที่คาดการณ์เกี่ยวกับโอกาสของ I-REC ขณะนี้อยู่ที่ 2.12 ล้านบาท
แผนการปรับตัวต่อความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การขาดแคลนน้ำในพื้นที่โรงไฟฟ้าถือเป็นความเสี่ยงด้านกายภาพที่สำคัญต่อธุรกิจของ บี.กริม เพาเวอร์ บริษัทจึงกำหนดให้โรงไฟฟ้าทุกโรงติดตามข้อมูลปริมาณน้ำจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจัดทำแผนฉุกเฉินและแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว โดยมีแนวทางการบริหารจัดการ อาทิ การระบุให้บริษัทฯ สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้จัดส่งน้ำได้ตามสัญญาการซื้อขายน้ำในกรณีที่น้ำมีคุณภาพต่ำ การจัดทำรายการผู้จัดส่งน้ำสำรองที่สามารถจัดส่งน้ำให้ได้ในช่วงวิกฤติ การปรับปรุงระบบจัดการน้ำหล่อเย็นสำหรับหอหล่อเย็นให้มีประสิทธิภาพ การนำน้ำที่แยกได้จากกระบวนการตกตะกอนมาหมุนเวียนใช้ในกระบวนการผลิต และการจัดทำคู่มือการทำงานโดยมีแผนการปฏิบัติงานในช่วงการขาดแคลนน้ำ เป็นต้น
นอกจากการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านกายภาพ บี.กริม เพาเวอร์ ยังให้ความสำคัญกับแผนการปรับตัวต่อความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risks) ที่อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ กลไกราคาคาร์บอน และโครงสร้างตลาดพลังงานในอนาคต โดยบริษัทได้ดำเนินการ โครงการนำร่อง Net Zero Roadmap and Strategy for Industrial Estates ใน 2 พื้นที่ที่ตั้งโรงไฟฟ้า ซึ่งนอกจากการประเมินความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ การประเมินพื้นฐานและการจัดหาพลังงานตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรม และวางแผนกลยุทธ์ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสำหรับโรงไฟฟ้าแล้วนั้น ขอบเขตการศึกษาได้ถูกขยายให้ครอบคลุมการวางแผนและกลยุทธ์เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนสำหรับทั้งนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของการเป็นผู้นำด้านการ ของเราในการผลักดันการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่คุณค่า
ขณะเดียวกัน เราได้จัดทำ แผนที่นำทางการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี (Technology Transition Roadmap) เพื่อเตรียมความพร้อมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยครอบคลุมการศึกษา พัฒนา และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสำคัญ เช่น การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน การผสมไฮโดรเจนในเชื้อเพลิง การใช้ไฮโดรเจนหรือแอมโมเนียเป็นเชื้อเพลิงทางเลือก รวมถึงเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน ทั้งนี้ การตัดสินใจลงทุนและการขยายการใช้งานของแต่ละเทคโนโลยีจะพิจารณาควบคู่กับ ปัจจัยภายนอกที่สำคัญ เช่น ความคืบหน้าของนโยบายภาษีคาร์บอน และ การเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า เพื่อให้การปรับตัวของบริษัทมีความยืดหยุ่น สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านของภาคพลังงาน และสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
แนวทางดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถบริหารความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านได้อย่างเป็นระบบ พร้อมคว้าโอกาสจากเทคโนโลยีพลังงานสะอาดและรูปแบบธุรกิจใหม่ที่สนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ขององค์กร


การมีส่วนร่วมและความร่วมมือกับภาคส่วนภายนอกเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
บี.กริม เพาเวอร์ ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกในหลายระดับ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการดำเนินกลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์กร โดยกำหนดกระบวนการทบทวนและติดตามกิจกรรมด้านนโยบายสาธารณะและการมีส่วนร่วมเชิงนโยบาย (Policy Engagement) อย่างเป็นระบบ เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับพันธกิจด้านสภาพภูมิอากาศและความตกลงปารีส ทั้งนี้ กิจกรรมที่เกี่ยวข้องจะได้รับการประเมินความสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ก่อนดำเนินการ และมีการทบทวนผลลัพธ์โดยคณะทำงานด้านสภาพภูมิอากาศ และรายงานต่อคณะกรรมการจัดการ รายละเอียดการมีส่วนร่วมและความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก มีดังนี้
ผลการดำเนินงานปี 2568
ค่าความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ในปี 2568 บี.กริม เพาเวอร์ มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 เท่ากับ 0.372 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง (tCO2e/MWh) ซึ่งลดลงถึงร้อยละ 10 จากปี 2561 โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้
- การขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 บี.กริม เพาเวอร์ ประกาศการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมอีก 166 เมกะวัตต์ ในประเทศไทย ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ทำให้พอร์ตการลงทุนในโรงไฟฟ้าทั้งหมด (Committed project) ขยายตัวเป็น 3,179 เมกะวัตต์ ณ สิ้นปี 2568 ประกอบด้วยกำลังการผลิตจากโครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 1,315 เมกะวัตต์ และโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนา 1,864 เมกะวัตต์
- การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน มุ่งลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและเชื้อเพลิงอย่างต่อเนื่อง โดยการบริหารจัดการพลังงานรวมทั้งการปรับปรุงอุปกรณ์ต่างๆ ในกระบวนการผลิต เช่น การเดินระบบหอหล่อเย็นแบบประหยัดพลังงาน การปรับปรุงระบบดักไอน้ำ (Steam Trap) และการติดตั้งมอเตอร์แบบ Variable Speed Drive (VSD) ปรับแผนการทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล (Emergency Diesel Generator: EDG) โดยไม่ส่งผลกระทบกับความพร้อมของเครื่องจักร การเปลี่ยนใส้กรองอากาศเพื่อให้อากาศเข้าสู่เครื่องกังหันก๊าซได้ดีขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มอุณหภูมิเชื้อเพลิงก่อนส่งเข้าสู่กังหันก๊าซโดยใช้ความร้อนเหลือทิ้ง (Waste Heat) มาใช้อุ่นเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติผ่านอุปกรณ์นำความร้อนเหลือใช้มาอุ่นก๊าซ (High Pressure Economiser) ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการเผาไหม้ดีขึ้น โดยสามารถลดการใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติได้มากถึง 250 ล้านเมกะจูลต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 76.7 ล้านบาท ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดการใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติแล้ว ยังลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 14,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี นอกจากนี้ ในปี 2568 มีโรงไฟฟ้า 1 แห่ง ดำเนินการปรับปรุงเครื่องกังหันก๊าซจากกำลังผลิต 50.5 เมกะวัตต์ เป็น 54 เมกะวัตต์ มีผลให้ประสิทธิภาพเครื่องจักรดีขึ้น 39 บีทียูต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งลดการใช้ก๊าซธรรมชาติ 22,321,626 เมกะจูลต่อปี คิดเป็นปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงประมาณ 832 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
- การลดของเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ขับเคลื่อนแนวทาง Zero Waste to Landfill โดยส่งเสริมการจัดการของเสียตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ผ่านกระบวนการรีไซเคิล การใช้ของเสียเป็นเชื้อเพลิงผสม และการนำกลับมาใช้ใหม่ ส่งผลให้ปริมาณของเสียโดยเฉพาะของเสียอันตรายที่ต้องฝังกลบลดลงกว่า 96 ตัน ในปี 2568 นอกจากนี้ ยังขยายผลการใช้กากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำ (Sludge) เป็นสารปรับปรุงดิน การนำไส้กรองอากาศที่เปลี่ยนจากเครื่องกังหันก๊าซมาจัดทำเป็นกระถางสำหรับปลูกต้นไม้ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มมูลค่า
ของเสีย รวมถึงการนำแผงโซลาร์เซลล์ที่เสื่อมสภาพกลับมาใช้ใหม่ในระบบไฟฟ้าส่องสว่างและอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดของเสียตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ - นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อการจัดการพลังงานอัจฉริยะ เรามุ่งพัฒนาระบบดิจิทัลและการจัดการข้อมูลเพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านพลังงาน รองรับการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคงและปลอดภัย พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อบริหารจัดการพลังงาน เช่น ระบบ Energy Management System (EMS) และ Digital Twin เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน พัฒนาแพลตฟอร์มและพร้อมใช้งานอย่างเต็มรูปแบบเพื่อรองรับการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเสมือน (Virtual PPA) ภายใต้ข้อกำหนดการเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third-Party Access: TPA)
- การเพิ่มความเชื่อถือได้และประสิทธิภาพของระบบโครงข่ายไฟฟ้า บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ ได้ดำเนินสองโครงการสำคัญร่วมกับ Hitachi Energy เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระบบโครงข่ายไฟฟ้าและประสิทธิภาพการดำเนินงาน ดังนี้: โครงการขยายระบบรีเลย์ (Relay Expansion Project) เป็นการปรับปรุงระบบป้องกันของสถานีไฟฟ้าย่อย เพื่อให้สามารถรองรับแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่มีความหลากหลายได้อย่างปลอดภัย โครงการเพิ่มประสิทธิภาพสถานีไฟฟ้าย่อยระยะไกล (Optimisation of Remote Substations) เป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ เพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการสถานีไฟฟ้าแรงสูงที่อยู่ห่างไกล โดยมีผลลัพธ์ที่สำคัญ ได้แก่ การดำเนินงานเริ่มต้นที่โรงไฟฟ้า ABPR ได้แสดงผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยสามารถประหยัดก๊าซธรรมชาติได้มากกว่า 500,000 บาท ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 82.5 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อเดือน และปรับปรุงค่าความร้อนเฉลี่ย (Average Heat Rate) ดีขึ้นประมาณ 8 บีทียูต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง
นอกเหนือจากการดำเนินงานหลักที่สามารถวัดผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเชิงปริมาณได้แล้ว บี.กริม เพาเวอร์ ยังได้ริเริ่มโครงการเชิงนำร่องและการศึกษาแนวทางใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว โดยโครงการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา ทดลอง และพัฒนารูปแบบการดำเนินงาน จึงยังไม่ได้นำมานับรวมเป็นผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรในปีรายงาน แต่มีบทบาทสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ เสริมสร้างศักยภาพ และเปิดโอกาสในการต่อยอดสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอนาคต ประกอบด้วย
- โครงการผลิตไบโอชาร์เพื่อเปลี่ยนของเสียให้เป็นมูลค่า บี.กริม เพาเวอร์ ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้หลักสูตร Sustainability Beyond Net Zero Program เพื่อศึกษาแนวทางการนำตะกอนชีวมวล (sludge) จากกระบวนการผลิตมาพัฒนาเป็นไบโอชาร์ (Biochar) ผ่านกระบวนการแปรสภาพด้วยความร้อน ครอบคลุมถึงการศึกษาออกแบบระบบผลิตไบโอชาร์ขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในโรงไฟฟ้าหรือชุมชน โดยทดลองใช้งานในพื้นที่เกษตรกรรมร่วมกับกลุ่มเกษตรกร เพื่อประเมินศักยภาพในการปรับปรุงคุณภาพดิน เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และช่วยกักเก็บคาร์บอนในดิน ปัจจุบันบริษัทมีปริมาณตะกอนชีวมวลจากการดำเนินงานประมาณ 1,200 ตันต่อปี จากโรงไฟฟ้า 8 แห่ง ซึ่งมีศักยภาพในการนำมาใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการผลิตไบโอชาร์ และต่อยอดสู่แนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในอนาคต นอกจากนี้ โครงการยังเน้นการสร้างองค์ความรู้ร่วมกับชุมชน ผ่านกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ด้านไบโอชาร์ให้กับโรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน
- กิจกรรมการฟื้นฟูและปลูกป่าชายเลนภายใต้โครงการ “Blue Carbon: Mangrove Project at Bangbo” ในพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อสนับสนุนการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากธรรมชาติ ควบคู่กับการอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่งและเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราดำเนินการปลูกป่าชายเลน 100 ต้น คาดว่าจะสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 13.76 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO₂e) ซึ่งมีศักยภาพในการดูดซับก๊าซเรือนกระจกสูงกว่าไม้ยืนต้นทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยให้ผลเทียบเท่ากับการปลูกไม้ยืนต้นทั่วไปประมาณ 650 ต้น
ทั้งนี้ สามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ในหัวข้อ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ความเป็นเลิศด้านพลังงานและการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า และโครงการลดก๊าซเรือนกระจกจากการประยุกต์เทคโนโลยีใหม่ และโอกาสทางธุรกิจเพิ่มเติม ในหัวข้อ นวัตกรรมและการเปลี่ยนผ่านยุคดิจิทัล
สำหรับการปรับตัวต่อความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราได้พิจารณามาตรการและการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องในปี 2568 ดังนี้
- จัดทำโครงการลดการใช้น้ำและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำ อาทิ การปรับปรุงระบบหล่อเย็นเพื่อรับน้ำทิ้งจากการบำบัดและลดการสูญเสียน้ำจากการระเหย การนำน้ำทิ้งจากกระบวนการผลิตมาใช้ใหม่ในระบบหล่อเย็น ระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำขั้นต้น ไปจนถึงการทำระบบกักเก็บน้ำฝนจากรางระบายน้ำและนำกลับมาใช้ในกระบวนการต่างๆ เป็นต้น สามารถลดการใช้น้ำได้ถึง 447,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี คิดเป็นปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดลงจากการใช้น้ำประปาประมาณ 40 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
- ติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องร่วมกับผู้ให้บริการน้ำทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ เพื่อรับทราบข้อมูลปัจจุบัน ประเมินความเสี่ยง และสามารถบริหารจัดการทรัพยากรน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้า และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจโรงไฟฟ้ารวมถึงลูกค้าอุตสาหกรรมด้วย
ทั้งนี้ สามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโครงการลดการใช้น้ำเพื่อปรับตัวต่อความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ ในหัวข้อ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ