โอกาสและความท้าทาย
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโลก ธุรกิจพลังงานต้องเผชิญกับความท้ายทายในการปรับตัวให้สอคดล้องกับมาตรฐานสากล เช่น เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ตามความตกลงปารีส และกลไก Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งส่งผลต่อโครงสร้างต้นทุนและการดำเนินธุรกิจของอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานฟอสซิลเป็นหลัก โดยในระดับประเทศไทย รัฐบาลกำหนดเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2608 พร้อมทั้งออกมาตรการสนับสนุน เช่น Thailand Taxonomy Phase 1 เพื่อส่งเสริมการลงทุนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ภาคธุรกิจพลังงานต้องปรับตัวเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจและสังคมในหลายด้าน เช่น ความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น เช่น น้ำแล้ง น้ำท่วม และไฟป่า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานของโรงไฟฟ้า ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า ความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำ และผลกระทบด้านการเงิน
บี.กริม เพาเวอร์ ตระหนักถึงความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมดำเนินกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น Task Force on Climate-Related Financial Disclosure (TCFD) รวมถึงนำการกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing: ICP) มาใช้เป็นกลไกบริหารต้นทุนและประเมินผลกระทบของคาร์บอนต่อธุรกิจ การดำเนินการเหล่านี้ช่วยให้เราสามารถปรับตัวเข้ากับกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ตลอดจนพัฒนาโครงการพลังงานที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจก๊าซเรือนกระจกต่ำและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
บี.กริม เพาเวอร์ มุ่งมั่นสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 ตามความตกลงปารีส โดยดำเนินงานภายใต้แนวทาง 2.0°C Non-OECD Pathway ขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส พร้อมรักษาความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าและเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความรับผิดชอบต่อสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางพลังงาน และความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม
| ปี 2567 ผลการดำเนินงาน |
ปี 2573 เป้าหมาย |
|
|---|---|---|
| กำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน1 (สัดส่วนของกำลังการผลิตทั้งหมด) | 28% | ›50%3 |
| อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 (tCO2e/MWh) | 0.376 | ‹0.2802 |
1 นับจากโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการทั้งหมด ณ สิ้นปี
2 หรือลดลงในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 27 จากปีฐาน (ปี 2564)
3 โรงไฟฟ้าความร้อนร่วมร้อยละ 43 โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร้อยละ 32 โรงไฟฟ้าพลังงานลมร้อยละ 20 โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ร้อยละ 5 รวมถึงโรงไฟฟ้าสำรองสำหรับธุรกิจซื้อขายและโรงไฟฟ้าขยะน้อยกว่าร้อยละ 1
คาดการณ์อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยไฟฟ้า
การบริหารจัดการและกลยุทธ์
ความมุ่งมั่นของเรา
บี.กริม เพาเวอร์ มีโครงสร้างการกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการการจัดการความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าสู่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ทั้งในโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วและการขยายธุรกิจ เรามุ่งมั่นสร้างคุณค่าระยะยาวโดยคำนึงถึงผลประโยชน์และผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน พร้อมยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล การตรวจสอบภายใน และกลไกถ่วงดุลที่เหมาะสม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน และเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593
ด้วยความมุ่งมั่นพัฒนาพลังงานที่มีเสถียรภาพสูงในราคาที่เข้าถึงได้และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดลอมในระดับต่ำ บี.กริม เพาเวอร์ ดำเนินธุรกิจภายใต้นโยบายไม่ลงทุนในถ่านหิน (No coal policy) และเพื่อใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจด้านการเงิน บริษัทฯ กำหนดให้การจัดสรรเงินทุน (Capital Allocation) สำหรับโครงการในอนาคตทั้งหมดต้องสอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว โดยได้บูรณาการการประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศไว้ในกระบวนการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะ (Due Diligence) ก่อนการอนุมัติทุกโครงการ พร้อมมุ่งขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ควบคู่ไปกับการปรับปรุงประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยผลิต นอกจากนี้ ยังศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น การใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนผสมกับก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการส่งมอบโซลูชันพลังงานสะอาดให้แก่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อลดรอยเท้าคาร์บอนของลูกค้าไฟฟ้าและไอน้ำ และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบพลังงานในระยะยาว
เรามุ่งมั่นที่จะมีส่วนร่วมในการบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศระดับโลกตามกรอบความตกลงปารีส โดยคำนึงถึงบทบาทของเราที่จัดหาพลังงานไฟฟ้าที่มั่นคงกับลูกค้าอุตสาหกรรมผ่านโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม และการขยายสัดส่วนพลังงานสะอาด เราจึงกำหนดแนวทางการเปลี่ยนผ่านให้สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส ภายใต้แนวทางสำหรับประเทศนอกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (2.0°C Non-OECD pathway) ขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ทั้งนี้ กลยุทธ์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเรามุ่งเน้นความรับผิดชอบ ควบคู่ไปกับการรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 อย่างสอดคล้องกับแนวทางสากล

โครงสร้างการกำกับดูแล
โครงสร้างการกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- คณะกรรมการบริษัท มีบทบาทที่สำคัญในการกำกับดูแลและติดตาม รวมทั้งเฝ้าระวังความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของบริษัท เพื่อให้มั่นใจว่ากลยุทธ์ขององค์กรด้านสภาพภูมิอากาศสอดคล้องและสนับสนุนนโยบายต่าง ๆ ของบริษัท
- คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืน เป็นคณะกรรมการชุดย่อย แต่งตั้งโดยคณะกรรมการบริษัท ทำหน้าที่ตัดสินใจในประเด็นด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืนรวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ดังนี้
- การประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศต่อการดำเนินงาน การเงิน และชื่อเสียงของบริษัท อาทิ ความเสี่ยงจากสภาพอากาศแปรปรวน การเปลี่ยนแปลงกฎหมายรวมถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้า
- การพัฒนาและปรับปรุงนโยบายและกลยุทธ์ของบริษัทเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น เพิ่มการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน หรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป
- ติดตามความคืบหน้าของกลยุทธ์และการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องผ่านเป้าหมายและตัวชี้วัดเพื่อวัดผลความก้าวหน้าและความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง และปรับเปลี่ยนแผนการดำเนินงานตามความเหมาะสม
- จัดให้มีการรายงานข้อมูลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงข้อมูลความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในรายงานทางการเงินในช่องทางการสื่อสารต่าง ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจในความโปร่งใสในการบริหารความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- วิเคราะห์ความเสี่ยงเพื่อรายงานต่อคณะกรรมการบริษัท โดยระบุและประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่อาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติการ การเงิน และชื่อเสียงของบริษัท ครอบคลุมกรณีสภาพอากาศแปรปรวน การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย รวมถึงการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคของลูกค้า
- พัฒนาแผนงานและแผนปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงภาพภูมิอากาศภายใต้กลยุทธ์และนโยบายจากคณะกรรมการบริษัท โดยกำหนดเป้าหมายและแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์กร มีการทบทวนความคืบหน้าและผลการปฏิบัติงาน และรายงานต่อคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืน
- จัดตั้งคณะทำงานโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประกอบด้วยพนักงานฝ่ายความยั่งยืนและการจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน บี.กริม เพาเวอร์ มาร่วมกันศึกษาและดำเนินงานและกิจกรรมต่างๆ ในด้านสภาพภูมิอากาศให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และรายงานผลการดำเนินงานและข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงแผนงานต่อคณะกรรมการจัดการ
- วางเป้าหมายและผลตอบแทนต่อผู้ปฏิบัติงานทั้งในระดับผู้บริหารและระดับผู้จัดการของหน่วยงานต่างๆ ต่อผลงานที่เชื่อมโยงต่อการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ อาทิ การลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยการผลิต การพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน
กลยุทธ์และการบริหารความเสี่ยง
บี.กริม เพาเวอร์ มุ่งสู่การเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องในทุกกระบวนการผลิต และผลักดันให้ทุกภาคส่วนในห่วงโซ่ธุรกิจมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “สร้างพลังให้กับสังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารี” เราได้พัฒนากลยุทธ์หลัก “GreenLeap–Global and Green” โดยมุ่งเน้นการเป็นผู้นำในการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานที่ยั่งยืน เป้าหมายของเราคือการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อให้มั่นใจถึงความมั่นคงของระบบพลังงานในโลกคาร์บอนต่ำและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม ควบคู่ไปกับการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันโซลูชันลดคาร์บอนที่เป็นนวัตกรรมใหม่ เสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีพลังงานขั้นสูง และการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เพื่อให้เกิดผลกระทบเชิงบวกสูงสุดต่อการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งมอบคุณค่าในระยะยาวให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ผ่านการดำเนินการ ดังนี้
- ติดตามการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด โดยมีการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยงและแผนดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับปรุงการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยเทคโนโลยีพลังงานสะอาด พร้อมทั้งวางนโยบายการลงทุนเพื่อการเติบโตในธุรกิจพลังงานทดแทนเพื่อความยั่งยืน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพผ่านโครงการอนุรักษ์พลังงาน นอกจากนี้เราศึกษาแนวทางการปลูกป่าเพื่อดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และศึกษาเทคโนโลยีการลดก๊าซเรือนกระจกผ่านความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญต่างๆ
- ฝ่ายบริหารความเสี่ยง ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร และฝ่ายความยั่งยืนและการจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ ได้ร่วมมือกับที่ปรึกษาภายนอกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการประเมินและระบุความเสี่ยงด้านกายภาพและความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน รวมถึงผลกระทบในเชิงปริมาณที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรอบด้าน รวมถึงจัดทำเป็นรายงานเพื่อรองรับการดำเนินงานและการตัดสินใจขององค์กร
- เราใช้การกำหนดราคาคาร์บอนภายใน (Internal Carbon Pricing: ICP) ที่ประมาณ 6 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า สำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และขอบเขตที่ 2 ในการประเมินต้นทุนการลงทุนและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ ได้ใช้ ICP เป็นราคาเงา (Shadow Price) เพื่อสนับสนุนกระบวนการตัดสินใจ กำหนดทิศทางการลงทุนและกลยุทธ์ทางธุรกิจให้สอดคล้องกับแผนการเปลี่ยนผ่าน การประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงเป้าหมายความยั่งยืนและเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศขององค์กร
- บี.กริม เพาเวอร์ เปิดเผยข้อมูลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมโดยสมัครใจตามแนวทาง Thailand Taxonomy ระยะที่ 1 ซึ่งเป็นกรอบแนวทางที่ครอบคลุมในการระบุและจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะด้านการบรรเทาและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจัดประเภทกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ดังนี้ 1) กิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (สีเขียว) 2) กิจกรรมที่สามารถปรับปรุงและพัฒนากิจกรรมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น (สีเหลือง) และ 3) กิจกรรมที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (สีแดง) ควบคู่ไปกับการประเมินตามเกณฑ์สิ่งแวดล้อมและมาตรฐานความรับผิดชอบทางสังคม (DNSH และ MSS) ในปี 2567 ค่าใช้จ่ายในการลงทุน (CAPEX) ของบริษัทมีสัดส่วนกิจกรรมสีเขียวจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนถึง ร้อยละ 67.0 สะท้อนความมุ่งมั่นลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาดซึ่งจะทยอยเปิดดำเนินการในอนาคต ขณะที่สัดของกิจกรรมสีเขียวในส่วนของรายได้และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) จะมีสัดส่วนกิจกรรมสีเขียวเพียงร้อยละ 7.0 และร้อยละ 5.7 ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากธุรกิจโรงไฟฟ้าอุตสาหกรรมที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี ทั้งนี้ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ B.Grimm Power Thailand Taxonomy Disclosure

บี.กริม เพาเวอร์ ให้ความสำคัญกับการระบุ ประเมิน และจัดการความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ โดยบูรณาการเข้ากับกระบวนการบริหารความเสี่ยงขององค์กรอย่างครบถ้วน ครอบคลุมทั้งมิติด้านกลยุทธ์ การเงิน ความเป็นผู้นำ คุณค่าต่อผู้มีส่วนได้เสีย ชื่อเสียง การกำกับดูแล การดำเนินธุรกิจ และการปฏิบัติตามกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่าง ๆ โดยมีกระบวนการในการบริหารความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
กรอบการบริหารความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ

ความเสี่ยงด้านกายภาพ
เราพิจารณาเลือกความเสี่ยงด้านกายภาพที่มีผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับการวิเคราะห์เหตุการณ์และแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นผ่านฉากทัศน์ต่าง ๆ เพื่อยืนยันว่ากลยุทธ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความยืดหยุ่นและสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม เราระบุความเสี่ยงด้านกายภาพตามตำแหน่งที่ตั้งของโรงไฟฟ้าและสำนักงาน โดยมีวิธีการดำเนินงาน 4 ขั้นตอน ดังนี้
1. การวิเคราะห์ฉากทัศน์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
2. การระบุผลกระทบต่อธุรกิจและการดำเนินงานอย่างชัดเจน
3. การประเมินความรุนแรงและของผลกระทบต่อธุรกิจและการดำเนินงาน รวมทั้งผลกระทบด้านการเงิน
4. การพัฒนาแผนการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ได้ระบุไว้
การประเมินความเสี่ยงของโรงไฟฟ้าทุกโรงตั้งอยู่บนสมมติฐานภายใต้สภาพภูมิอากาศแปรปรวนอย่างรุนแรงที่สุด ส่งผลต่อการเกิดภาวะ water stress หรือความเครียดน้ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผลิตไฟฟ้า ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าของเรามีการจัดทำแนวทางบริหารจัดการน้ำในการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว พร้อมตั้งเป้าหมายลดการใช้น้ำและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน หมายถึง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบเศรษฐกิจและระบบผลิตพลังงานไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกต่ำในอนาคต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของบริษัทจากปัจจัยต่างๆ เช่น นโยบายภาครัฐ กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค ความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย และการเปลี่ยนแปลงของตลาดพลังงาน ทั้งนี้ฝ่ายบริหารความเสี่ยงร่วมกับฝ่ายความยั่งยืนองค์กรและการจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ ได้ระบุและประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่าน กำหนดขอบเขตของผลกระทบ ช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน และโอกาสทางธุรกิจที่อาจเอื้อต่อการดำเนินงานของบริษัท โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ ดังนี้
- กลไกและการกำหนดราคาคาร์บอน รวมถึงภาษีคาร์บอน และระบบซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon pricing, Carbon Tax, Emission Trading System – ETS)
- กฎข้อบังคับของการรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เข้มข้นขึ้น
- ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีที่ปล่อยมลพิษต่ำ
- การเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกค้า
- การเปลี่ยนแปลงด้านชื่อเสียงของบริษัทในมุมมองของนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย
โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์ภายใต้แนวโน้มหรือฉากทัศน์ที่หลากหลาย โดยพิจารณา 3 มิติ ได้แก่ ช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่าน เป้าหมายของการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก และทิศทางของนโยบายและกฎระเบียบในระดับประเทศและภาคอุตสาหกรรม
การระบุช่วงเวลาที่มีผลต่อความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
บี.กริม เพาเวอร์ พิจารณาความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลกระทบต่อผลประกอบการและองค์กร ในระยะสั้น (ปี 2567–2568) ระยะกลาง (ปี 2569–2573) และระยะยาว (ปี 2574–2593) กระบวนการประเมินดังกล่าวครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าของบริษัท ทั้งในส่วนการดำเนินงานของบริษัท กิจกรรมต้นน้ำ เช่น ต้นทุนวัตถุดิบในการผลิต และกิจกรรมปลายน้ำและ/หรือลูกค้า เช่น การเปลี่ยนพฤติกรรมของลูกค้าไปสู่สังคมก๊าซเรือนกระจกต่ำ
ผลการพิจารณาระบุความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ
เนื่องจากโครงสร้างรายได้หลักของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่มาจากการขายไฟฟ้าภายใต้สัญญาการซื้อขายระยะยาว เราจึงมุ่งเน้นการบริหารและจัดการความเสี่ยงในช่วงระยะสั้นถึงระยะกลาง ขณะที่ในระยะยาวจะมุ่งเน้นการค้นหาและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เราได้ศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อธุรกิจโดยอ้างอิงข้อมูลทั้งภายในและต่างประเทศ เพื่อจัดเตรียมแนวทางที่เหมาะสมที่สุดต่อการรับมือกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้า โดยแหล่งข้อมูลที่สำคัญมาจากคณะทำงานโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อพัฒนากรอบการเปิดเผยข้อมูลความเสี่ยงทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ (TCFD – Task Force on Climate-related Financial Disclosures) โดยเฉพาะการประชุมว่าด้วยเรื่องการเปิดเผยข้อมูลในช่วงการเปลี่ยนผ่าน การเปิดเผยข้อมูลด้านการเงินและโอกาสใหม่ทางธุรกิจของอุตสาหกรรมไฟฟ้า การผลิตและสาธารณูปโภค นอกจากนี้ เราได้นำคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ มาร่วมวิเคราะห์และพิจารณาทั้งด้านความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจและการดำเนินงาน และอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อผลประกอบการและการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าในรูปแบบต่าง ๆ
จากการประเมินบริษัทสามารถระบุประเด็นสำคัญได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ความเสี่ยงด้านกายภาพ 5 ด้าน ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน 6 ด้าน และโอกาสทางธุรกิจ 5 ด้าน ที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงระยะเวลาสั้นถึงระยะกลาง (ปี 2567–2573) ดังนี้
ประเด็นความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญ
| ความเสี่ยงด้านกายภาพ | |
| ผลกระทบฉับพลันและรุนแรง | ผลกระทบระยะยาวและต่อเนื่อง |
|
ช่วงเวลา ระยะกลางถึงยาว P1 น้ำท่วม P2 พายุใต้ฝุ่น |
ช่วงเวลา ระยะกลางถึงยาว P3 ระดับน้ำทะเลหนุนสูง P4 สภาพอากาศร้อนมาก P5 ความเครียดน้ำ |
| ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน | |
| ผลกระทบจากนโยบายและกฏหมาย | ผลกระทบจากเทคโนโลยี |
|
ช่วงเวลา ระยะกลางถึงยาว T1 ค่าใช้จ่ายด้านคาร์บอน (ภาษี เงินช่วยเหลือ) T2 กฎระเบียบที่มีผลกระทบต่อการซื้อขายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลและการรายงานก๊าซเรือนกระจกที่เข้มข้นขึ้น |
ช่วงเวลา ระยะกลางถึงยาว T3 ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ |
| ผลกระทบจากตลาด | ผลกระทบต่อชื่อเสียงองค์กร |
|
ช่วงเวลา ระยะกลางถึงยาว T4 ต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น (ก๊าซธรรมชาติ ก๊าชธรรมชาติเหลว) T5 พฤติกรรมผู้บริโภคสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ |
ช่วงเวลา ระยะกลางถึงยาว T6 การเปลี่ยนแปลงของชื่อเสียงองค์กรในหมู่นักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสีย |
| โอกาสทางธุรกิจ | |
| ประสิทธิภาพด้านทรัพยากร | แหล่งพลังงาน |
|
ในทุกช่วงเวลา O1 เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน |
ช่วงเวลา ระยะกลางถึงยาว O2 เปลี่ยนสู่การกระจายการผลิตไฟฟ้า O3 รายได้จากการขายไฟฟ้าที่ผ่านมาตรฐานการรับรองคุณลักษณะทางพลังงาน |
| ผลิตภัณฑ์และบริการ | ตลาด |
|
ช่วงเวลา ระยะกลางถึงยาว O4 ขยายธุรกิจสู่ผลิตภัณฑ์และบริการคาร์บอนต่า |
ช่วงเวลา ระยะกลางถึงยาว O5 ขยายธุรกิจสู่ตลาดแห่งใหม่ |
การกำหนดตัวชี้วัดในการบริหารความเสี่ยง
หลังจากการระบุความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และที่ปรึกษาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อร่วมกันประเมินผลกระทบจากแต่ละประเด็นความเสี่ยงและโอกาสต่อธุรกิจและผลประกอบการ ภายใต้ฉากทัศน์ที่หลากหลายซึ่งบริษัทได้กำหนดไว้ การประเมินนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนดตัวชี้วัดและแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถสรุปประเด็นความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญได้ตามตาราง ดังนี้
ตัวชี้วัดในการบริหารความเสี่ยงและโอกาส
| ความเสี่ยงและโอกาส | คำอธิบายและเหตุผล | ตัวชี้วัด |
|---|---|---|
P5. ความเครียดน้ำ (Water Stress) หรือการขาดแคลนน้ำ |
การขาดแคลนน้ำอาจทำให้ผลประกอบการของ บี.กริม เพาเวอร์ลดลง (บาทต่อปี) เนื่องจากการลดการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ซึ่งต้องใช้น้ำเป็นวัตถุดิบหลักที่จำเป็นต่อกระบวนการผลิต |
|
T1. ความเสี่ยงจากราคาคาร์บอน |
ต้นทุนการดำเนินงานสูงขึ้นจากภาษีที่เกิดจากการกำหนดราคาคาร์บอนและกำหนดสิทธิ์การปล่อยคาร์บอนสำหรับธุรกิจในประเทศไทย ทั้งนี้ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในปัจจุบันไม่ครอบคลุมต้นทุนดังกล่าว |
|
O3. โอกาสในการขายผลิตภัณฑ์และบริการสีเขียว อาทิ เครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (I-REC (E)) |
รายได้จากการซื้อขายเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (I-REC (E)) ให้กับลูกค้าที่ต้องการไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน |
|
การประเมินความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศเชิงปริมาณ
บี.กริม เพาเวอร์ ประเมินความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่มีนัยสำคัญเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในเชิงปริมาณ เพื่อระบุและประมาณการผลกระทบทางการเงินที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยพิจารณาจากตัวชี้วัดและผลกระทบต่อการดำเนินงานและผลประกอบการภายใต้ฉากทัศน์ต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
- เป้าหมายการลดอุณหภูมิโลก ตามมาตรการของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งสอดคล้องกับฉากทัศน์ Shared Socioeconomic Pathways (SSP) ที่สะท้อนแนวโน้มการพัฒนาโลกภายใต้บริบทของสังคม เทคโนโลยี และนโยบายที่แตกต่างกัน ดังนี้
ฉากทัศน์ของ Shared Socioeconomic Pathways (SSP1) และผลกระทบต่อแนวทางดำเนินงาน
| ฉากทัศน์ | คำอธิบาย | แนวโน้มผลกระทบต่อแนวทางดำเนินงาน |
|---|---|---|
SSP 1-2.6 (1.5oC) Scenario |
อุณหภูมิโลกสูงขึ้นไม่เกิน 1.5oC ในศตวรรษนี้ | ดำเนินธุรกิจโดยจัดทำแผนงานและดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศอย่างเข้มข้น |
SSP 2-4.5 (2oC) Scenario |
อุณหภูมิโลกสูงขึ้นไม่เกิน 2oC ในศตวรรษนี้ | เป็นฉากทัศน์ที่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอยู่ระหว่างกลางระหว่างฉากทัศน์ที่ 1 และ 3 |
SSP 5-8.5 (4.4oC) Scenario |
อุณหภูมิโลกสูงขึ้นไม่เกิน 4.4oC ในศตวรรษนี้ | ดำเนินธุรกิจโดยไม่มีแผนและการดำเนินงานเพื่อลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ |
1SSP ย่อมาจาก Shared Socioeconomic Pathways ซึ่งเป็นชุดฉากทัศน์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่ใช้ในการวิเคราะห์ผลกระทบและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยสะท้อนแนวโน้มการพัฒนาโลกภายใต้บริบททางสังคม เทคโนโลยี และนโยบายที่แตกต่างกัน
- ฉากทัศน์จากกฎเกณฑ์และเป้าหมายของประชาคมโลก จากรายงานขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ก่อให้เกิดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านซึ่งส่งผลกระทบทั้งเชิงบวกและลบต่อ บี.กริม เพาเวอร์ อาทิ แรงกดดันจากผู้มีส่วนได้เสียให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้เราสามารถทำกำไรจากธุรกิจเดิมลดลง แต่รายได้จากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและการขายผลิตภัณฑ์และบริการที่ได้รับการรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของเราเติบโตขึ้น โดยฉากทัศน์ที่ใช้วิเคราะห์ ได้แก่
- Stated Policies Scenario – STEPS (นโยบายประกาศจริง) เป็นนโยบายที่ประกาศโดยประเทศต่าง ๆ ที่สะท้อนและแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของโลกในความต้องการใช้พลังงานในแต่ละประเภทในปริมาณเท่าใดในแต่ละช่วงเวลาของอนาคต)
- Announced Pledges Scenario – APS เป้าหมายที่คำมั่นสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศทั้งหมดที่รัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกจะถูกปฏิบัติการอย่างครบถ้วนและตรงเวลา รวมถึงเป้าหมายที่กำหนดโดยประเทศ (NDCs)
- Net-Zero Emission Scenario – NZE เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี 2573
จากการวิเคราะห์และใช้สมมติฐานต่าง ๆ ตามฉากทัศน์และเป้าหมายข้างต้น เราสามารถประเมินถึงผลกระทบเชิงปริมาณที่อาจเกิดขึ้นต่อการดำเนินธุรกิจ ทั้งในด้านรายได้ ต้นทุน และโอกาสทางการเงินได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้ตัวชี้วัดที่ชัดเจนในการบริหารความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจ โดยสรุปในภาพดังต่อไปนี้
ผลกระทบเชิงปริมาณของตัวชี้วัดจากการวิเคราะห์ฉากทัศน์ที่หลากหลาย
| ความเสี่ยงด้านกายภาพ | SSP 5-8.5 (4.4°C) | SSP 2-4.5 (2°C) Scenario | SSP 1-2.6 (1.5°C) |
|---|---|---|---|
ความเครียดน้ำ หรือการขาดแคลนน้ำ สำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม |
เครื่องผลิตไอน้ำและกังหันไอน้ำหยุดการผลิต 15 วันต่อครั้ง1 | เครื่องผลิตไอน้ำและกังหันไอน้ำหยุดการผลิต 7.5 วันต่อครั้ง1 | เครื่องผลิตไอน้ำและกังหันไอน้ำหยุดการผลิต 5 วันต่อครั้ง1 |
| ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน | STEPS (2.3°C) | APS (1.65°C) | NZE (1.5°C) |
|---|---|---|---|
ภาษีคาร์บอน |
62 USD/tCO2e | 113 USD/tCO2e | 414 USD/tCO2e |
รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์และบริการที่ได้รับการรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (I-RECs) |
3.5 USD/MWh | 5.5 USD/MWh | 10 USD/MWh |
1 เกิดขึ้นในบางพื้นที่ โดยตั้งสมมติฐานความถี่ของภาวะความเครียดทางน้ำว่าจะเกิดขึ้นทุก ๆ 5 ปี
2 ประเทศไทยมีแผนจะเรียกเก็บภาษีคาร์บอน 200 บาทต่อตันของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (6 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า)
3 อ้างอิงอัตราภาษีคาร์บอน จากกรณีศึกษาของธนาคารโลก (World Bank) และแนวโน้มการกำหนดราคาคาร์บอนในประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งเป็นมูลค่าที่ไม่สร้างภาระหนักเกินไปต่ออุตสาหกรรมในระยะเริ่มต้น
4 เป็นระดับราคาคาร์บอนในระยะยาวที่มีเป้าหมายสนับสนุน Net Zero Emissions ในปี 2593 ตามกรอบของ IPCC และ Paris Agreement
ผลกระทบจากความเสี่ยงและโอกาสด้านสภาพภูมิอากาศ ในปี 2573
| ประเภท | ความเสี่ยงด้านกายภาพ | ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน | โอกาสทางธุรกิจ |
|---|---|---|---|
ประเด็นความเสี่ยง |
P5. ความเครียดน้ำและการขาดแคลนน้ำ |
T1. ความเสี่ยงจากราคาคาร์บอน |
O3. โอกาสจากการขายผลิตภัณฑ์และบริการสีเขียว (ที่ได้รับการรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน) |
สินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบ |
โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม | โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม | โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังงานลม โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ |
ผลกระทบตามตัวชี้วัดความเสี่ยงและโอกาสที่กำหนด |
การขาดแคลนน้ำอาจทำให้การผลิตไอน้ำร้อนต้องหยุดชะงักและต้นทุนค่าน้ำสูงขึ้น | กฎหมายการกำหนดราคาคาร์บอนอาจเพิ่มต้นทุนต่อการดำเนินงาน หากมีบทบัญญัติห้ามการส่งผ่านค่าใช้จ่ายดังกล่าวต่อลูกค้า | การพัฒนาโครงการต่าง ๆ เพื่อผลิตและขายผลิตภัณฑ์และบริการที่ได้รับการรับรองเครดิตการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ทําให้มีรายได้เพิ่มขึ้น |
ผลกระทบทางการเงิน |
9.7-45.7 ล้านบาท1 | 0-320 ล้านบาท2 | 216-619 ล้านบาท5 |
ค่าใช้จ่ายในการบริหารและบรรเทาความเสี่ยง |
2.4-16.6 ล้านบาท3 | 39 ล้านบาท4 | - |
1 ภาวะความเครียดทางน้ำและการขาดแคลนน้ำเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมของ บี.กริม เพาเวอร์ ขึ้นอยู่กับสถานที่และการบริหารจัดการของแต่ละโรงไฟฟ้า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิต ต้นทุน และรายได้ โดยตั้งสมมติฐานว่าหากเกิดภาวะแห้งแล้งรุนแรงยาวนาน 5 วัน (ฉากทัศน์ SSP1-2.6) และ 15 วัน (ฉากทัศน์ SSP5-8.5) ระหว่างปี 2567–2577 การดำเนินการของกังหันไอน้ำในโรงไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งที่มีโอกาสได้รับผลกระทบ จะสูญเสียกำไรสุทธิจากการดำเนินงานส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ ประมาณ 9.7-45.7 ล้านบาทต่อเหตุการณ์ โดยตั้งสมมติฐานว่าจะเกิดขึ้นทุกๆ 5 ปี
2 ประเทศไทยอยู่ระหว่างเตรียมการเก็บภาษีคาร์บอนเป็นอัตราเบื้องต้น 200 บาทต่อตันคาร์บอนและเป็นการแปลงจากภาษีน้ำมันซึ่งจะไม่มีผลกระทบต่อผู้บริโภค หากมีการเรียกเก็บภาษีคาร์บอนจากการใช้ก๊าซในอนาคตเราประเมินว่ามีโอกาสสูงที่จะถูกเก็บจากผู้ผลิตระดับต้นน้ำและมีการส่งผ่านต้นทุนมากับค่าก๊าซและมีโอกาสส่งผลต่อผู้บริโภค เราประเมินผลกระทบทางการเงินกรณีที่ภาษีคาร์บอนถูกเก็บจากการใช้ก๊าซในอัตรา 200 บาทต่อตันคาร์บอน ด้วยสมมติฐานสามารถส่งผ่านต้นทุนทั้งหมดไปยังการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) ได้ และมีฉากทัศน์ในการส่งต่อต้นทุนไปสู่ผู้บริโภคในระหว่างร้อยละ 0-100 จะส่งผลกระทบต่อกำไรของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่ 0-320 ล้านบาท
3 แผนการบรรเทาความเสี่ยงของ บี.กริม เพาเวอร์ คือการจ้างรถบรรทุกน้ำหรือซื้อไฟฟ้าจากระบบสายส่งของประเทศ ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายประมาณ 2.4-16.6 ล้านบาทต่อเหตุการณ์
4 บี.กริม เพาเวอร์ ศึกษาการผสมไฮโดรเจนกับก๊าซธรรมชาติเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยโครงการนำร่องซึ่งเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ผสมและอุปกรณ์ที่จำเป็นอื่น ๆ คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 39 ล้านบาท
5 เป้าหมายของ บี.กริม เพาเวอร์ คือการขยายการผลิตพลังงานหมุนเวียนให้เกินกว่าร้อยละ 50 ของกำลังการผลิตทั้งหมดภายในปี 2573 โดยสมมติว่าเราสามารถสร้างรายได้จาก I-RECs จากส่วนหนึ่งของกำลังการผลิตนี้ โดยพิจารณาราคาประมาณ I-RECs ที่ 3.5-10 ดอลลาร์สหรัฐ/เมกะวัตต์ชั่วโมงภายใต้สามฉากทัศน์สภาพภูมิอากาศ (STEPS, APS และ NZE) ซึ่งจะเทียบเท่ากับรายได้ 216-619 ล้านบาทต่อปีจาก I-RECs โดยค่าใช้จ่ายประจำปีที่คาดการณ์เกี่ยวกับโอกาสของ I-RECs ขณะนี้อยู่ที่ 2.12 ล้านบาท
แผนการปรับตัวต่อความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การขาดแคลนน้ำในพื้นที่โรงไฟฟ้าถือเป็นความเสี่ยงด้านกายภาพที่สำคัญต่อธุรกิจของ บี.กริม เพาเวอร์ บริษัทจึงกำหนดให้โรงไฟฟ้าทุกโรงติดตามข้อมูลปริมาณน้ำจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งจัดทำแผนฉุกเฉินและแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว โดยมีแนวทางการบริหารจัดการ อาทิ การระบุให้บริษัทฯ สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้จัดส่งน้ำได้ตามสัญญาการซื้อขายน้ำในกรณีที่น้ำมีคุณภาพต่ำ การจัดทำรายการผู้จัดส่งน้ำสำรองที่สามารถจัดส่งน้ำให้ได้ในช่วงวิกฤติ การปรับปรุงระบบจัดการน้ำหล่อเย็นสำหรับหอหล่อเย็นให้มีประสิทธิภาพ การนำน้ำที่แยกได้จากกระบวนการตกตะกอนมาหมุนเวียนใช้ในกระบวนการผลิต และการจัดทำคู่มือการทำงานโดยมีแผนการปฏิบัติงานในช่วงการขาดแคลนน้ำ เป็นต้น

ผลการดำเนินงานปี 2567
ค่าความเข้มข้นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ในปี 2567 บี.กริม เพาเวอร์ มีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 เท่ากับ 0.376 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง (tCO2e/MWh) ซึ่งลดลงถึงร้อยละ 9 จากปี 2561 โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้
- การขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2567 บี.กริม เพาเวอร์ ประกาศการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมอีกไม่ต่ำกว่า 15 โครงการในประเทศไทย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย และราชอาณาจักรบาห์เรน รวมกำลังการผลิต 1,345 เมกะวัตต์ ทำให้พอร์ตการลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (committed project) ขยายตัวเป็น 3,035 เมกะวัตต์ ณ สิ้นปี 2567 ประกอบด้วยกำลังการผลิตจากโครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 1,158 เมกะวัตต์ และโครงการที่อยู่ระหว่างพัฒนา 1,877 เมกะวัตต์
- การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน มุ่งลดการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยการบริหารจัดการพลังงานรวมทั้งการปรับปรุงอุปกรณ์ต่างๆ ในกระบวนการผลิต เช่น การเดินระบบหอหล่อเย็นแบบประหยัดพลังงาน การปรับปรุงระบบดักไอน้ำ (Steam Trap) และการติดตั้งมอเตอร์แบบ Variable Speed Drive (VSD) ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล
- การลดของเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรตลอดห่วงโซ่อุปทาน ขับเคลื่อนแนวทาง Zero Waste to Landfill โดยส่งเสริมการจัดการของเสียตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ผ่านกระบวนการรีไซเคิล การใช้ของเสียเป็นเชื้อเพลิงผสม และการนำกลับมาใช้ใหม่ ส่งผลให้ปริมาณของเสียที่ต้องฝังกลบลดลงกว่า 46 ตัน ในปี 2567 นอกจากนี้ ยังขยายผลการใช้กากตะกอนจากระบบบำบัดน้ำ (Sludge) เป็นสารปรับปรุงดิน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มมูลค่าของเสีย รวมถึงการนำแผงโซลาร์เซลล์ที่เสื่อมสภาพกลับมาใช้ใหม่ในระบบไฟฟ้าส่องสว่างและอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและลดของเสียตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์
- นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อการจัดการพลังงานอัจฉริยะ เรามุ่งพัฒนาระบบดิจิทัลและการจัดการข้อมูลเพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านพลังงาน รองรับการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคงและปลอดภัย พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อบริหารจัดการพลังงาน เช่น ระบบ Energy Management System (EMS) และ Digital Twin เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อรองรับการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเสมือน (Virtual PPA) ภายใต้ข้อกำหนดการเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third-Party Access: TPA)
- การเพิ่มความเชื่อถือได้และประสิทธิภาพของระบบโครงข่ายไฟฟ้า บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ ได้ดำเนินสองโครงการสำคัญร่วมกับ Hitachi Energy เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานระบบโครงข่ายไฟฟ้าและประสิทธิภาพการดำเนินงาน ดังนี้: โครงการขยายระบบรีเลย์ (Relay Expansion Project) เป็นการปรับปรุงระบบป้องกันของสถานีไฟฟ้าย่อย เพื่อให้สามารถรองรับแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่มีความหลากหลายได้อย่างปลอดภัย โครงการเพิ่มประสิทธิภาพสถานีไฟฟ้าย่อยระยะไกล (Optimisation of Remote Substations) เป็นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ เพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการสถานีไฟฟ้าแรงสูงที่อยู่ห่างไกล โดยมีผลลัพธ์ที่สำคัญ ได้แก่ การดำเนินงานเริ่มต้นที่โรงไฟฟ้า ABPR ได้แสดงผลลัพธ์ที่ชัดเจน โดยสามารถประหยัดก๊าซธรรมชาติได้มากกว่า 500,000 บาท ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 82.5 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อเดือน และปรับปรุงค่าความร้อนเฉลี่ย (Average Heat Rate) ดีขึ้น 7.22 Btu/kWh
- โครงการผลิตไบโอชาร์เพื่อเปลี่ยนของเสียให้เป็นมูลค่า บี.กริม เพาเวอร์ ได้ริเริ่ม โครงการไบโอชาร์ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเป็นโครงการที่ออกแบบมาเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยการแปรรูปขยะทางการเกษตรจากโรงไฟฟ้าชีวมวลให้เป็นสารปรับปรุงดินที่มีมูลค่าสูง โครงการนี้ตอบโจทย์ความท้าทายด้านการบริหารจัดการของเสีย ด้วยการนำกากชีวมวล เช่น แกลบและขี้เถ้า มาแปรรูปเป็น ไบโอชาร์ (Biochar) ซึ่งเป็นวัสดุที่อุดมด้วยคาร์บอน และช่วยปรับปรุงคุณภาพของดิน โครงการนี้ดำเนินการร่วมกับชุมชนเกษตรในจังหวัดอ่างทองและชุมพร โดยคาดว่าจะสามารถช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการกำจัดของเสียได้ประมาณ 2 ล้านบาทต่อปี และสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 500 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ในขณะเดียวกันก็ช่วยสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกรในท้องถิ่นด้วยการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร
ทั้งนี้ สามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ในหัวข้อ ความเป็นเลิศด้านพลังงานและการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า และโครงการลดก๊าซเรือนกระจกจากการประยุกต์เทคโนโลยีใหม่ และโอกาสทางธุรกิจเพิ่มเติม ในหัวข้อ นวัตกรรมและการเปลี่ยนผ่านยุคดิจิทัล
สำหรับการปรับตัวต่อความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เราได้พิจารณามาตรการรวมทั้งปรับปรุงการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องในปี 2567 ดังนี้
- จัดทำโครงการลดการใช้น้ำและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำ อาทิ การปรับปรุงระบบหล่อเย็นเพื่อรับน้ำทิ้งจากการบำบัดและลดการสูญเสียน้ำจากการระเหย การนำน้ำทิ้งจากกระบวนการผลิตมาใช้ใหม่ในระบบหล่อเย็น การทำระบบกักเก็บน้ำฝนจากรางระบายน้ำและนำกลับมาใช้ในกระบวนการต่างๆ เป็นต้น สามารถลดการใช้น้ำได้ถึง 414,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี
- ติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องร่วมกับผู้ให้บริการน้ำทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ เพื่อรับทราบข้อมูลปัจจุบัน ประเมินความเสี่ยง และสามารถบริหารจัดการทรัพยากรน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้า และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจโรงไฟฟ้ารวมถึงลูกค้าอุตสาหกรรมด้วย
ทั้งนี้ สามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับโครงการลดการใช้น้ำเพื่อปรับตัวต่อความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ ในหัวข้อ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ