โอกาสและความท้าทาย
ในปัจจุบันองค์กรทั่วโลกต่างต้องเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนผ่านพลังงานดั้งเดิมไปสู่พลังงานสะอาด สถานการณ์ราคาก๊าซที่ผันผวน รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทางเลือกต่าง ๆ ส่งผลให้ความต้องการของลูกค้าและสภาพแวดล้อมในการแข่งขันเปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ บี.กริม เพาเวอร์ ตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมขององค์กร เพื่อให้สามารถปรับตัวและตอบรับความท้าทายดังกล่าว โดยการสรรหานวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเสริมสร้างศักยภาพขององค์กร ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบและโครงสร้างพื้นฐานให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัล พร้อมการร่วมมือกับพันธมิตรโดยต่อยอดจากความแข็งแกร่งของธุรกิจปัจจุบัน เพื่อให้เราสามารถสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า พร้อมบรรลุเป้าหมายสู่องค์กรที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ร่วมกับประชาคมโลก โดยยังคงประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุนได้เป็นอย่างดี นอกจากจะส่งเสริมให้ธุรกิจมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับตัวได้ท่ามกลางสถานการณ์ต่าง ๆ (Resilience) แล้ว ยังเสริมศักยภาพทางการแข่งขันและสร้างโอกาสในการเติบโตระยะยาวอีกด้วย
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
| ปี 2567 | ปี 2567-2573 | |
|---|---|---|
| ผลการดำเนินงาน | เป้าหมาย | |
| นวัตกรรม |
ดำเนินการเตรียมความพร้อมด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานและการทดสอบระบบโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant: VPP) ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม รวมถึงสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ เสร็จสิ้นในปี 2567 |
|
|
พัฒนาแพลตฟอร์มที่รองรับการรวบรวมและบริหารจัดการพลังงานสะอาดจากผู้ผลิตไฟฟ้าหลายราย สำหรับการให้บริการในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเสมือน (Virtual PPA) ภายใต้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third-Party Access: TPA) แก่กลุ่มลูกค้าใหม่ โดยมีกำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2568 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของกฎระเบียบและข้อกำหนดจากภาครัฐ |
|
|
|
ส่งมอบ ใบรับรองเครดิตการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificates: RECs) ให้ลูกค้ากว่า 38 องค์กร |
พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล เครื่องมือและโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ สำหรับภาคอุตสาหกรรม |
|
|
โครงการ B.Grimm Ideation Awards 2024 เสาะหาแนวคิดใหม่ โดยเปิดโอกาสให้พนักงานนำเสนอแนวคิดนวัตกรรมด้านธุรกิจและเทคโนโลยีจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญภายในองค์กร โดยมี 11 โครงการที่มีศักยภาพสูง จากหลากหลายธุรกิจในเครือ บี.กริม |
สนับสนุนระบบนิเวศของนวัตกรรมภายในและภายนอกองค์กร ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับประเทศและระดับโลก เพื่อบ่มเพาะแนวคิดให้เกิดขึ้นจริง ผ่าน 3 โครงการหลัก ได้แก่
|
|
|
เสริมสร้างศักยภาพบุคลากรและสร้างวัฒนธรรมองค์กรในด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรม ด้วยการจัดอบรมให้กับพนักงานในทุกระดับ ได้แก่ โครงการ 20/20 Transformation Programme และโครงการ Innovator Training Programme |
เสริมสร้างศักยภาพบุคลากรทุกระดับให้พร้อมแข่งขันระยะยาว ผ่านการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์ และบริหารจัดการนวัตกรรม
|
|
| การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล |
โครงการ Data Management Platform และ Data Governance เพื่อส่งเสริมการใช้ข้อมูลในการขับเคลื่อนธุรกิจ |
เตรียมความพร้อมสู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (data driven) |
|
ย้ายระบบงานไปยังคลาวด์เพื่อให้สามารถขยายตัวได้อย่างรวดเร็วและเพิ่มความปลอดภัย (Cloud Transformation) และใช้แพลตฟอร์ม Low-Code ที่ช่วยให้การพัฒนาแอปพลิเคชั่นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรให้เร็วขึ้น |
ย้ายเซิร์ฟเวอร์ขึ้นสู่ระบบคลาวด์ให้ได้ร้อยละ 50 ภายในปี 2568 และร้อยละ 75 ภายในปี 2570 เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ขององค์กร |
การบริหารจัดการและกลยุทธ์
นโยบายและความมุ่งมั่น
มุ่งมั่นสร้างสรรค์โซลูชันด้านพลังงานและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาการจัดการด้านพลังงานที่ยั่งยืนในองค์กรแก่ลูกค้าอุตสาหกรรม นิคมอุตสาหกรรมและบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งเรายังคงให้บริการด้านการจัดการพลังงานที่เชื่อถือได้และส่งกระแสไฟฟ้าในราคาที่เป็นธรรม ตลอดจนมุ่งเน้นการสร้างธุรกิจใหม่ที่จะสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจพลังงาน เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนธุรกิจ New S-curve สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ GreenLeap – Global and Green ขององค์กร เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพของกระบวนการธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การจัดหาแหล่งพลังงาน การผลิตไฟฟ้า ไปจนถึงการจัดส่งกระแสไฟฟ้าไปยังลูกค้า ขณะเดียวกันเรายังมุ่งมั่นเตรียมความพร้อมองค์กรสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงาน ส่งเสริมประสิทธิภาพการทำงานระหว่างแผนกและประสิทธิภาพของต้นทุน สู่การสร้างโอกาสในเชิงธุรกิจและคุณค่าในระยะยาว ด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์ม ระบบฐานข้อมูล พร้อมกำกับดูแลด้านความปลอดภัยไซเบอร์ตามมาตรฐานสากล
โครงสร้างการกำกับดูแล
ด้านนวัตกรรม
หน่วยงานศูนย์บริหารจัดการนวัตกรรม (Innovation Studio) ได้จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2566 ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนวัตกรรม โดยมีพันธกิจหลักในการสืบเสาะ สรรหาและบ่มเพาะแนวคิดใหม่ เพื่อหาโอกาสทางธุรกิจ และพัฒนาให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ผ่านการบริหารจัดการนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ และเชื่อมโยงองค์ความรู้ต่าง ๆ เพื่อสร้างสรรค์โซลูชันที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโต รวมถึงยกระดับความสามารถในการแข่งขันให้กับองค์กรอย่างยั่งยืน โดยมีหน้าที่ครอบคลุม ดังนี้ การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม การเพิ่มความรู้ความสามารถให้แก่พนักงานให้เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อส่งเสริมนวัตกรรม พัฒนานวัตกรรมทั้งกับภายในและภายนอกองค์กร โดยมีรูปแบบ วิธีการที่เหมาะสมชัดเจน รวมถึงการบริหารจัดการและลงทุนในพอร์ตโฟลิโอเพื่อสร้างผลตอบแทนและขยายธุรกิจ ทั้งนี้ หน่วยงานศูนย์บริหารจัดการนวัตกรรมยังทำงานร่วมกับหน่วยงานทั้งภายในและภายนอกองค์กร โดยมีหน่วยงาน บี.กริม ดิจิทัล และโซลูชันพลังงาน (B.Grimm Digital and Energy Solutions) เป็นพันธมิตรหลักในการขับเคลื่อนนวัตกรรม โดยรายงานตรงต่อประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทยและโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม และรายงานต่อคณะกรรมการบริหารปีละ 2 ครั้ง รวมถึงรายงานผลการดำเนินงานประจำปีต่อคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวขององค์กร
นอกจากนี้ ภายใต้สายงาน บี.กริม ดิจิทัล และ โซลูชันพลังงาน มีแผนก Digital Energy Solutions ซึ่งมีพันธกิจหลักในการผลักดันองค์กรสู่ความเป็นผู้นำด้าน Digital Energy Excellence โดยมุ่งเน้นการพัฒนาและส่งมอบ Energy Platforms-as-a-Service (PaaS) ที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยหน่วยงานจะประสานงานอย่างใกล้ชิดกับฝ่ายพัฒนาธุรกิจและฝ่ายโซลูชันการขาย เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานยุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ (Digital Technology) เป็นแกนหลักในการพัฒนา สร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจและนำเสนอโซลูชันที่เพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดให้แก่ลูกค้าและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในปัจจุบัน
ด้านการเตรียมความพร้อมองค์กรสู่ยุคดิจิทัล
สายงาน บี.กริม ดิจิทัล และโซลูชันพลังงาน ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2566 มีพันธกิจหลักในการบริหารจัดการด้านดิจิทัลแบบองค์รวม โดยมีบทบาทหน้าที่ครอบคลุมด้านเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการ เปลี่ยนกระบวนการดำเนินงานขององค์กรให้เป็นดิจิทัล การกำกับดูแลด้านดิจิทัล และความปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมถึงการพัฒนาซอฟท์แวร์และการทดลองและนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาปรับใช้กับโรงไฟฟ้า โดยหน่วยงานดังกล่าวมีหน้าที่ดูแลโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมการเติบโตขององค์กร และผลักดันการกำกับดูแลด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
กลยุทธ์
นวัตกรรม |
โซลูชันธุรกิจอุตสาหกรรมมุ่งพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันเพื่อส่งมอบการบริการแก่ลูกค้าอุตสาหกรรม ดังนี้ แพลตฟอร์มการรวมโหลดไฟฟ้าแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียนจากหลายแหล่ง รองรับ Third-Party Access (TPA) และเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าเข้าถึงไฟฟ้าสีเขียวได้ง่ายขึ้น โดยปรับสมดุลพลังงานจากผู้ผลิตรายย่อย เพื่อให้การซื้อขายและใช้ไฟฟ้าสีเขียวผ่าน TPA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมศักยภาพในการบริหารจัดการพลังงาน ตอบสนองความต้องการของลูกค้า และสนับสนุนการพัฒนาระบบพลังงานอย่างยั่งยืน ดาต้าเซ็นเตอร์พัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์การจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ในเขตนิคมอุตสาหกรรมที่ บี.กริม เพาเวอร์ มีโรงไฟฟ้า รวมถึงพัฒนาและส่งเสริมพลังงานทดแทน ตลอดจนร่วมแสวงหาโอกาสในการลงทุนในธรุกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ การผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์เครือข่ายของระบบไฟฟ้าที่วิเคราะห์และบริหารจัดการประสิทธิภาพ และเชื่อมโยงกับพลังงานแสงอาทิตย์ติดตั้งบนหลังคา รถพลังงานไฟฟ้า มิเตอร์ไฟฟ้าอัจฉริยะ และระบบกักเก็บพลังงานแบตเตอรี่ โซลูชันการจัดการพลังงานการใช้ระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะพัฒนาศักยภาพองค์กรเพื่อให้บริการที่จะตอบสนองความต้องการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของลูกค้า สร้างบริการเสริมใหม่ ๆ รวมถึงบริการด้านการจัดการประสิทธิภาพพลังงาน ทางเลือกด้านพลังงานหมุนเวียนสร้างโซลูชันที่สามารถปรับแต่งตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย โดยเน้นส่งเสริมการใช้พลังงานไฟฟ้า และการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ |
||
มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมเพื่อต่อยอดจากธุรกิจเดิมโดยการสร้างระบบการบริหารจัดการพลังงานจากหลายแหล่ง ระบบการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ตลอดจนระบบการบริหารจัดการการซื้อขายพลังงานจากโครงข่ายพลังงาน เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้พลังงานไฟฟ้า ไอน้ำ และพลังงานทดแทนได้อย่างต่อเนื่อง |
ขยายธุรกิจปัจจุบันและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจพลังงานโดยยกระดับความร่วมมือทางธุรกิจกับพันธมิตรทั้งระดับประเทศและระดับโลก เพื่ออุตสาหกรรมพลังงานไฟฟ้า |
สร้าง พัฒนา และขยายธุรกิจในรูปแบบใหม่นอกเหนือจากธุรกิจพลังงานเดิม ผ่านการร่วมลงทุนกับพันธมิตรที่มีศักยภาพและความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและนวัตกรรม |
|
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล |
การใช้ข้อมูลเชิงลึกและระบบอัตโนมัติพัฒนาระบบนิเวศข้อมูลแบบรวมศูนย์เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์รวมถึงใช้ระบบ Robotic Process Automation (RPA) เพื่อลดภาระงาน เพิ่มความแม่นยำ และประสิทธิภาพการทำงาน ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์และการจัดหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร เช่น ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี สตาร์ทอัพ และสถาบันการศึกษา เพื่อส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม เข้าถึงความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและเลือกวิธีการจัดหาเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุด การปรับปรุงสู่ระบบคลาวด์ใช้กลยุทธ์ Cloud-First เพื่อทดแทนระบบเดิม ที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการขยายตัว ความปลอดภัย ความสอดคล้องกับเทคโนโลยีที่พัฒนาไป พร้อมลดต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการบำรุงรักษา ความยั่งยืนและโครงการ Green ITมุ่งมั่นที่จะลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การพัฒนาบุคลากรและเพิ่มพูนทักษะด้านดิจิทัลการลงทุนพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของพนักงานและการบริหารการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบเพื่อรองรับการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล |
||
ผลการดำเนินงานปี 2567
ด้านความเป็นเลิศในโซลูชันพลังงาน
เรามุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศด้านโซลูชันพลังงาน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน บริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้า และส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
การพัฒนาระบบดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการพลังงาน
ลงทุนในระบบ Energy Management System (EMS)
ระบบการบริหารจัดการพลังงาน ที่ส่งเสริมโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ Smart Grid (ระบบไฟฟ้าที่ทำงานและตอบสนองอย่างชาญฉลาด มีประสิทธิภาพมากขึ้น) เพื่อจัดการความต้องการและการจ่ายไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในเครือข่ายของโครงการ ABP, ABPR, และ BPLC ได้ตรงตามความต้องการใช้งานจริงและลดการสูญเสียพลังงาน โดยตรวจสอบการใช้พลังงานไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการพลังงานจากหลายแหล่งไปยังลูกค้าอย่างเหมาะสม ตลอดจนช่วยวางแผนการขยายโครงข่าย โดยร่วมมือกับ Schneider Electric และ Yokogawa Electric Corporation นอกจากนี้ เราได้ใช้โมเดลโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะผสานกับระบบการบริหารจัดการพลังงาน (EMS) โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม แหล่งพลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ลูกค้าอุตสาหกรรม สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และแพลตฟอร์มการตอบสนองด้านโหลดและการซื้อขายพลังงาน โดยการพัฒนาระบบตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ (SCADA) สำหรับการตรวจสอบจากระยะไกลและการตรวจสอบโครงข่ายไฟฟ้า รวมถึงการก้าวไปสู่การควบคุมโครงข่ายไฟฟ้าด้วย AI
ใช้ระบบบริหารจัดการโหลดไฟฟ้าครบวงจร (Advance Distributed Management System: ADMS)
สำหรับลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม โดยบริหารจัดการตั้งแต่การผลิตไฟฟ้าจากหลากหลายแหล่ง ควบคุมระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้า ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญที่ให้เราสามารถ สั่งการ ควบคุมและบริหารจัดการข้อมูลจากแหล่งพลังงานที่หลากหลาย ประกอบไปด้วยฮาร์ดแวร์ที่ใช้รวบรวมข้อมูล และซอฟแวร์ที่สามารถเชื่อมทุกระบบของแหล่งพลังงานที่มีระบบสื่อสาร (Supervisory Control and Data Acquisition Remote Terminal Units: SCADA RTU) เข้าไว้ด้วยกัน ตลอดจนสามารถวิเคราะห์ข้อมูล และทำการทดลองสถานการณ์จำลองเองได้ตามสถานการณ์บนระบบจริง รวมถึงทำการคาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถรองรับการทำ Energy Trading ให้พร้อมต่อประกาศการเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third-Party Access: TPA) ในอนาคต
พัฒนาระบบโรงไฟฟ้าจำลองดิจิทัล (Digital Twin)
ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการโรงไฟฟ้า ประยุกต์ใช้กับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าหลักใน Smart Grid โดยร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำ โดยมีจุดประสงค์โครงการ ได้แก่
1) เพื่อประเมินความคุ้มค่าและประสิทธิภาพโดยรวมของการผลิตไฟฟ้า
2) เพื่อการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) โดยสามารถวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อแจ้งเตือนสุขภาพและระยะเวลาการใช้งานของเครื่องจักรล่วงหน้า เพื่อช่วยวางแผนซ่อมบำรุงได้ทันท่วงทีก่อนที่เครื่องจักรจะเสียหาย ป้องกันผลกระทบต่อกระบวนการผลิต
3) เก็บรวบรวมข้อมูลทางด้านการผลิตและการปฏิบัติงานต่างๆเกี่ยวกับกระบวนการทำงานที่ต้องการอย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ
โดยมี 3 ระบบหลัก ได้แก่ AI Health Monitoring ระบบ Continuous Performance Optimisation (CPO) และ ระบบ Common Plant Information Management System (PI) (สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หัวข้อ “ความเป็นเลิศด้านพลังงานและการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า” )
นำเทคโนโลยีโดรนมาใช้ในงานซ่อมบำรุงระบบสายส่งไฟฟ้า
การใช้โดรนในการตรวจสอบและซ่อมบำรุงสายส่งไฟฟ้าในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะ ซิตี้ ชลบุรี ระยอง และหนองจอก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับกระบวนการตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบสายส่งไฟฟ้าให้มีความทันสมัย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการเพิ่มความแม่นยำและความรวดเร็วในการตรวจสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาในการดำเนินงานเชิงป้องกัน พร้อมทั้งลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของพนักงานที่ต้องปฏิบัติงานใกล้สายไฟฟ้าแรงสูง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มเสถียรภาพและความต่อเนื่องของระบบไฟฟ้าให้แก่กลุ่มลูกค้าภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนผ่านลดการใช้ทรัพยากรและส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

มูลค่าทางธุรกิจ
- ลดต้นทุนและทรัพยากรในการตรวจสอบ
- เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยลดระยะเวลาตรวจสอบลดลงร้อยละ 75 (จาก 4–8 ชั่วโมง เหลือเพียง 1–2 ชั่วโมงต่อจุดตรวจสอบ)
- ลด Downtime ของระบบและต้นทุนการซ่อมบำรุง จากการใช้กล้องความร้อนตรวจจับจุดความร้อน (Hot Spot) เพื่อวิเคราะห์สาเหตุและแก้ไขได้ตรงจุด ยืนยันจุดที่ต้องซ่อมจริง
- เสริมความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในภาคอุตสาหกรรม ด้วยระบบไฟฟ้าที่มีความต่อเนื่องและเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น
ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม
- เพิ่มความปลอดภัยของพนักงาน โดยลดความจำเป็นในการปฏิบัติงานในพื้นที่อันตราย
- ลดความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัยและอุบัติเหตุจากงานภาคสนาม
- ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากน้ำมันเชื้อเพลิง (Scope 1)
การบูรณาการเศรษฐกิจหมุนเวียนสู่กระบวนการดำเนินงาน
นอกจากนี้ บริษัทได้นำแนวคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นการสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าในการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ในระบบผลิตและจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการสำคัญ ดังนี้
1. ซ่อมบำรุง : ดำเนินการซ่อมแซมอุปกรณ์ที่ชำรุดหรือเสื่อมสภาพในระบบผลิตไฟฟ้า เช่น เครื่องจักรกลและส่วนประกอบทางไฟฟ้า เพื่อยืดอายุการใช้งาน ลดการเกิดของเสีย และลดความจำเป็นในการจัดหาอุปกรณ์ใหม่
2. ปรับปรุง : ปรับปรุงและอัปเกรดอุปกรณ์ให้ทันสมัยมากขึ้น เช่น การเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็น Smart meter เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการและติดตามการใช้พลังงานอย่างแม่นยำ รองรับการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และช่วยให้ลูกค้าสามารถติดตามและบริหารการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยปัจจุบัน บี.กริม เพาเวอร์ติดตั้ง Smart meter ครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม โรงไฟฟ้าพลังงานลม และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งในและต่างประเทศ
3. การเปลี่ยนทดแทน : เปลี่ยนอุปกรณ์ที่หมดอายุการใช้งานหรือประสิทธิภาพลดลง เช่น การเปลี่ยนอินเวอร์เตอร์เป็นรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการสูญเสียพลังงาน
4. การใช้ซ้ำ/นำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ : สำหรับไอน้ำจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม บริษัทมีการดำเนินโครงการเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยรับไอน้ำส่วนเกินจากลูกค้าเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ในกระบวนการผลิต พร้อมมอบส่วนลดค่าบริการให้แก่ลูกค้าเป็นการชดเชย การดำเนินการนี้ช่วยให้ลูกค้าลดการสูญเสียพลังงาน ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน สะท้อนถึงการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
การพัฒนาโครงการพลังงานเสมือนและพลังงานหมุนเวียน
โครงการโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant - VPP)
โดยเราได้เริ่มต้นโครงการแรกด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ โครงการนี้ผสานรวมแหล่งพลังงานที่กระจายตัวอยู่ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ เพื่อสร้างเครือข่ายพลังงานที่มีเสถียรภาพและยั่งยืน โดยใช้โครงข่ายไฟฟ้าที่มีอยู่ในการจัดเก็บพลังงานเสมือน ซึ่งจะเก็บพลังงานส่วนเกินจากการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำเพื่อปรับสมดุลของการจ่ายพลังงานและความต้องการพลังงาน โรงไฟฟ้าเสมือนนี้สนับสนุนลูกค้าในการบรรลุเป้าหมายด้านพลังงานสีเขียวด้วยการเสนอทางออกที่ปรับสมดุลพลังงานได้ตามความต้องการและเพิ่มประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง โดยการผสานรวมแพลตฟอร์มโรงไฟฟ้าเสมือนเข้ากับแพลตฟอร์มการเพิ่มประสิทธิภาพและการจัดการที่มีอยู่ นวัตกรรมดังกล่าวจะช่วยเพิ่มเสถียรภาพของโครงข่ายไฟฟ้า รับรองการจ่ายพลังงานที่เชื่อถือได้ และส่งเสริมอนาคตพลังงานที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
พัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อรองรับการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเสมือน (Virtual PPA) ภายใต้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third-Party Access: TPA)
ช่วยจัดสรรการส่งพลังงานสะอาดในรูปแบบเสมือนไปยังลูกค้าภายนอกนิคมอุตสาหกรรม โดยไม่ต้องพึ่งสายส่งหรือการส่งพลังงานแบบกายภาพ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของเราที่ต้องการขยายตลาดและส่งเสริมความยั่งยืน แพลตฟอร์มนี้มาพร้อมแดชบอร์ดที่ให้ข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์แก่ลูกค้า ติดตามและวิเคราะห์การใช้พลังงาน เพื่อช่วยปรับปรุงรูปแบบการใช้พลังงานและลดต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบจะประมวลผลข้อมูลการใช้ไฟฟ้าเพื่อสร้างแผนการใช้พลังงานที่เหมาะสม คาดการณ์การใช้พลังงานในอนาคต และส่งรายงานให้แก่ลูกค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันแพลตฟอร์มอยู่ในขั้นตอนการเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้งานจริง โดยเตรียมความพร้อมควบคู่ก้บการเปิดใช้งานระบบ TPA จากภาครัฐ ซึ่งมีกำหนดภายในปี 2568 ซึ่งโซลูชันนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมีทางเลือกในการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสนับสนุนเป้าหมายความยั่งยืนในระยะยาว
บริการด้านพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา
บี.กริม เพาเวอร์ สนับสนุนให้ลูกค้าสามารถผลิตพลังงานสะอาดใช้เองได้ โดยการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา โดยให้บริการลูกค้ากว่า 60 ราย ครอบคลุมทั้งผู้ใช้พลังงานทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคพาณิชยกรรม ทั้งที่ตั้งอยู่ภายในและนอกนิคมอุตสาหกรรม เพื่อให้มั่นใจถึงเสถียรภาพของระบบสำหรับการดำเนินงาน เราใช้ซอฟต์แวร์บริหารจัดการทรัพยากรพลังงานแบบกระจายศูนย์ (Distributed Energy Resource Management System: DERMS) ซึ่งการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เฉลี่ยราวร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับแหล่งพลังงานไฟฟ้าแบบดั้งเดิม อีกทั้งยังช่วยให้ลูกค้าได้รับประโยชน์จากการประหยัดค่าใช้จ่ายรายเดือนประมาณร้อยละ 3-7 ทั้งนี้ บริษัทมีขนาดกำลังการผลิตรวม 71 เมกะวัตต์ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการส่งมอบโซลูชันด้านพลังงานที่ยั่งยืนและคุ้มค่า สร้างประโยชน์ทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ
การสนับสนุนลูกค้าและส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน
ส่งเสริมการให้บริการลูกค้าในการลดการใช้พลังงาน
ผ่านโครงสร้างส่วนลดที่ปรับตามพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า เพื่อสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมและเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้าทุกกลุ่ม โดยระบบสามารถจัดการข้อมูลลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดและปรับปรุงการบริการให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งโครงการการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response) ของเรานำเสนอโซลูชันบริหารจัดการความต้องการพลังงานแบบเรียลไทม์ โดยปรับการใช้พลังงานตามพฤติกรรมลูกค้า เพื่อรักษาเสถีรยภาพของการจ่ายพลังงาน ป้องกันไฟฟ้าดับ และเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบ นอกจากนี้ยังช่วยปรับสมดุลระหว่างการผลิตและการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับข้อตกลงการซื้อขายพลังงาน (PPA) และเสริมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันการหยุดชะงัก โครงการนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการให้บริการพลังงานที่เชื่อถือได้ สร้างระบบนิเวศด้านพลังงานที่ยืดหยุ่น พร้อมยกระดับประสบการณ์การใช้งาน เสริมสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า และตอกย้ำจุดยืนของเราในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นศูนย์กลาง
ส่งเสริมการใช้ใบรับรองเครดิตการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificates: RECs)
เพื่อขับเคลื่อนความต้องการพลังงานหมุนเวียนและสนับสนุนการลงทุนโครงการพลังงานหมุนเวียนใหม่ ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม (Scope 2) จากการใช้พลังงานของลูกค้า ใบรับรอง RECs มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนหลัก ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ ลม และน้ำ โดยได้รับมาตรฐานสากล จาก The I-Track Foundation: I-REC (E)) และการรับรองจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์-ชั่วโมง เทียบเท่า 1 REC ในปี 2567 เราส่งมอบ RECs ให้กับ 38 องค์กร สะท้อนถึงความสำเร็จในการสนับสนุนการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน และผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานที่ยั่งยืน
การส่งเสริมการซื้อขายพลังงาน
บี.กริม เพาเวอร์ ได้ดำเนินโครงการนำร่อง Energy Trading Platform เพื่อส่งเสริมการซื้อขายพลังงานสะอาดแบบกระจายศูนย์ในชุมชน (Community-based) ระหว่างผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม (IUs) แพลตฟอร์มนี้เปิดให้ผู้เข้าร่วมเสนอขายและซื้อไฟฟ้าผ่านระบบออนไลน์ โดยระบุพารามิเตอร์สำคัญ เช่น ขนาดกำลังผลิต (kW), ปริมาณพลังงาน (kWh), ช่วงเวลา และราคา ภายใต้สัญญาอย่างน้อย 1 ปี โดยระบบจะทำการจับคู่ (Matching) ระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายตามความเหมาะสม และลงนามสัญญา Sleeved PPA แบบดิจิทัล พร้อมอำนวยความสะดวกการซื้อขายรายเดือน และแจ้งค่าธรรมเนียมรายเดือนให้คู่สัญญาทราบ แพลตฟอร์มนี้พัฒนาบนซอฟต์แวร์ของ Yokogawa โดยมีปริมาณซื้อขายแล้วรวมทั้งสิ้น 4,997 กิโลวัตต์ (kW) เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานและการปล่อยคาร์บอนของระบบตามความเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลาแบบเรียลไทม์ ซึ่งโครงการนี้สนับสนุนการจัดการทรัพยากรแบบกระจายศูนย์ ด้วยการเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนพลังงานสะอาดระหว่างกันภายในชุมชนอุตสาหกรรม ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าร่วม (shared generation model) และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
การขับเคลื่อนนวัฒกรรมด้วยข้อมูลเชิงลึก
การพัฒนาระบบพยากรณ์พลังงานแสงอาทิตย์และโหลดไฟฟ้า
พัฒนาระบบพยากรณ์พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Forecast) และโหลดไฟฟ้า (Load Forecast) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยในการวางแผนและบริหารจัดการการผลิตไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยระบบจะใช้เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูงและปัญญาประดิษฐ์ในการประมวลผลข้อมูลสภาพอากาศ ความเข้มแสง และรูปแบบการใช้ไฟฟ้า เพื่อคาดการณ์กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และความต้องการใช้ไฟฟ้าล่วงหน้า ช่วยให้โรงไฟฟ้าสามารถวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในแต่ละช่วงเวลา ลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของสภาพอากาศและความผันผวนของความต้องการใช้ไฟฟ้า อีกทั้งยังช่วยในการจัดสรรทรัพยากรและกำลังการผลิตสำรองได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้การดำเนินงานของโรงไฟฟ้ามีความมั่นคง มีประสิทธิภาพ และสามารถรักษาเสถียรภาพในการจ่ายไฟฟ้าให้แก่ผู้ใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง
การพัฒนาระบบการวิเคราะห์ลูกค้าเพื่อยกระดับการบริหารจัดการลูกค้าและสัญญาด้วยข้อมูลแบบเรียลไทม์
พัฒนาระบบแดชบอร์ดโดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงการติดตามและบริหารจัดการพฤติกรรมการใช้พลังงานของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำข้อมูลแบบเรียลไทม์มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการติดตามและวิเคราะห์พฤติกรรมและแนวโน้มในการใช้ไฟฟ้าของลูกค้า ซึ่งช่วยให้สามารถปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับสัญญาที่ตกลงไว้ได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงจากการใช้พลังงานที่ผิดไปจากข้อตกลง และเพิ่มความสามารถในการบริหารจัดการกำลังการผลิตไฟฟ้าให้ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านความคิดสร้างสรรค์สู่การพัฒนานวัตกรรม
บ่มเพาะและขับเคลื่อนนวัตกรรม และเตรียมความพร้อมบุคลากรเพื่อสร้างการเติบโตและโอกาสใหม่ ๆ
การวางรากฐานนวัตกรรม
เพื่อให้เป็นศูนย์ส่งเสริมและบ่มเพาะแนวคิดใหม่ และนวัตกรรมใหม่ให้สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจได้ ผ่านโครงสร้างที่ชัดเจน และกระบวนการพัฒนาที่เหมาะสม เช่น กระบวนการพัฒนาโครงการธุรกิจใหม่ (Venture Development Process) กระบวนการพัฒนาโครงการเป็นขั้นตอน (Stage Process) หรือ การประเมินโครงการด้วย 6T’s Investment Assessment Framework (Technology, Timing, Traction, Team, Total Addressable Market, and Terms) เป็นต้น เพื่อให้การพัฒนาและขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างมีระบบ มีประสิทธิภาพ และเกิดผลลัพธ์สูงสุด ตั้งแต่การระดมแนวคิดไปจนถึงการนำไปใช้งานจริง พร้อมทั้งกำหนดแนวทางการพัฒนาในระยะยาว ควบคู่กับการวางแผนงบประมาณและแผนปฏิบัติการ
การจัดพอร์ตโฟลิโอ
เพื่อบริหารและสนับสนุนโครงการนวัตกรรมภาย ในพอร์ตโฟลิโออย่างเป็นระบบ ร่วมกับที่ปรึกษาระดับโลก ผ่านแนวทาง ดังนี้ 1) การสนับสนุน ส่งเสริมโครงการนวัตกรรม โดยสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และที่ปรึกษาภายนอก พร้อมผลักดันการดำเนินการร่วมกับทีมพัฒนาธุรกิจ 2) การกำหนดขอบเขต วางแผน และให้คำปรึกษาโครงการ โดยร่วมมือระหว่างหน่วยงานภายใน และผู้เชี่ยวชาญภายนอก เพื่อระบุปัญหา คัดเลือกโซลูชันที่เหมาะสม และทดลองในหน้างานจริง
การสร้างวัฒนธรรมแห่งนวัตกรรม
เพื่อสร้างความตระหนักและเตรียมความพร้อมให้แก่พนักงาน พร้อมทั้งส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรมและพัฒนาศักยภาพ เพื่อให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง และผลักดันการสร้างแนวคิดใหม่ ๆ โดยมีโครงการที่สำคัญ ดังนี้
โครงการ 20/20 Transformation Program for Executives
สร้างกรอบแนวคิดด้านการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ การสร้างธุรกิจใหม่สำหรับผู้บริหารระดับสูง ส่งเสริมแนวคิดผู้ประกอบการภายในองค์กร และเสริมสร้างแนวคิดการสร้างกลยุทธ์นวัตกรรมสำหรับผู้นำ
โครงการ Innovator Training Program
พัฒนาทักษะด้านนวัตกรรมและการบริหารจัดการโครงการนวัตกรรมให้กับพนักงานระดับต้นและระดับกลาง ครอบคลุม 3 หลักสูตร ได้แก่ Design Thinking, Project Feasibility และ Project Pitching เพื่อเสริมสร้างแนวคิดสร้างสรรค์ ไปสู่การพัฒนาเป็นธุรกิจจริง
โครงการประกวด B.Grimm Ideation Awards 2024
เปิดโอกาสให้พนักงานทุกระดับนำเสนอแนวคิดโครงการนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจหรือมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นธุรกิจได้ในอนาคต ภายใต้แนวคิด “Empowering B.Grimm with Your Idea” พร้อมฝึกอบรมด้านนวัตกรรมแก่ผู้เข้าร่วม โดยมีทีมเข้าร่วมนำเสนอไอเดียกว่า 11 ทีม ตัวอย่างโครงการที่โดดเด่น ได้แก่
- โครงการพัฒนาโดรนติดอินฟราเรด (Precise Drone Inspection)
เพื่อใช้ในการตรวจจับไอน้ำรั่วและตรวจสอบสายส่งไฟฟ้า ช่วยเพิ่มความถี่ในการตรวจสอบและลดการสูญเสียพลังงานแบบเรียลไทม์ ลดพลังงานที่สูญเสียจากจุดรั่วที่ตรวจไม่พบ และสามารถดำเนินการแก้ไขได้ก่อนเกิดความเสียหายรุนแรง นอกจากนี้ การใช้โดรนยังช่วยลดการใช้รถยนต์ตรวจสอบภาคสนาม ส่งผลให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรงจาก ขอบเขตที่ 1 (Scope 1) ลดลง อีกทั้งยังส่งเสริมด้านความปลอดภัย และยกระดับการดำเนินงานสู่ระบบ Digital & Low-Carbon Operation and Maintenance (O&M) โดยพัฒนาต่อยอดโครงการจากการ นำเทคโนโลยีโดรนมาใช้ในงานซ่อมบำรุงระบบสายส่งไฟฟ้า (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หัวข้อ “นำเทคโนโลยีโดรนมาใช้ในงานซ่อมบำรุงระบบสายส่งไฟฟ้า”)
- โครงการปรับปรุงระบบทำความเย็นด้วยเทคโนโลยี (Absorption Chiller)
การเปลี่ยนจากระบบ Electric Chiller ที่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้าประมาณ 1.5 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อตันความเย็น (kWh/RT) ไปเป็นระบบ Absorption Chiller ซึ่งใช้พลังงานความร้อนส่วนเกินจาก กังหันก๊าซ (GT exhaust) แทน โดยจุดเด่นของระบบใหม่นี้ ได้แก่
- ลดการใช้ไฟฟ้าสำหรับทำความเย็นได้ประมาณร้อยละ 70
- ใช้สารละลายลิเธียมโบรไมด์ (LiBr) ที่ไม่มีศักยภาพในการก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก (GWP = 0) แทนสารทำความเย็นประเภทไฮโดรฟลูออไรคาร์บอน (HFC)
- ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโรงไฟฟ้า และลดค่า Heat Rate ของโรงไฟฟ้า
- ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าภายในได้ ประมาณ 2.4 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ซึ่งเทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 1,200 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
โครงการนี้ถือเป็นตัวอย่างของการใช้ พลังงานหมุนเวียนภายในกระบวนการ (Waste Heat Recovery) และสนับสนุนธุรกิจพลังงานสีเขียวทั้งภายในและสำหรับลูกค้าอุตสาหกรรมที่อยู่ใกล้เคียง
Design Thinking Workshop สำหรับพนักงานใหม่
เสริมสร้างแนวคิดเชิงออกแบบ ให้พนักงานใหม่กว่า 120 คน เพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนานวัตกรรมในองค์กร
ด้านการยกระดับระบบไอทีเพื่อเตรียมความพร้อมสู่ยุคดิจิทัล
การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบสารสนเทศมาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำงานด้วยเทคโนโลยีระบบสารสนเทศ โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีเชิงปฏิบัติการ (Digital Operation) ที่เน้นการบูรณาการเทคโนโลยีที่ทันสมัยและการปรับปรุงระบบต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพทั้งด้านการดำเนินงานและการควบคุมต้นทุน มีโครงการที่สำคัญ ดังนี้
การบูรณาการระบบและการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทำงาน
การพัฒนา Middleware เพื่อการบูรณาการระบบ
เพื่อเชื่อมต่อระบบต่าง ๆ ภายในองค์กรให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระหว่างระบบเก่า (Legacy Systems) และระบบใหม่ผ่าน APIs (Application Programming Interfaces) ในแบบเรียลไทม์ผ่าน สิ่งนี้ช่วยลดขั้นตอนซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนข้อมูล และช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น การลดต้นทุนในการจัดการระบบและแก้ปัญหาเชิงเทคนิคระหว่างระบบที่ไม่เชื่อมโยงกัน
การนำ IT Service Management (ITSM) มาใช้ในการบริหารจัดการบริการไอที
อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถติดตามปัญหาได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่การแจ้งเหตุการณ์ปัญหา การวินิจฉัย ไปจนถึงการแก้ไขปัญหาในเวลาที่รวดเร็ว สิ่งนี้ช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความล่าช้าของระบบ และช่วยให้ทีม IT Digital สามารถมุ่งเน้นไปที่งานเชิงกลยุทธ์มากขึ้น
การปรับใช้ระบบ Single Sign-On (SSO)
เพื่อให้พนักงานสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันและระบบต่าง ๆ ด้วยการล็อกอินเพียงครั้งเดียว ช่วยลดปัญหาการจัดการรหัสผ่าน และเพิ่มความปลอดภัยในกระบวนการยืนยันตัวตน ช่วยป้องกันการเข้าถึงระบบที่ไม่ได้รับอนุญาตและเสริมสร้างรักษาความปลอดภัยขององค์กร รวมถึงยังช่วยลดภาระงานด้านไอทีอีกด้วย
การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคลาวด์และการเสริมความมั่นคงทางเทคโนโลยี
Cloud Transformation
ย้ายฟังก์ชันสำคัญไปสู่แพลตฟอร์มคลาวด์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีความยืดหยุ่นสูง สามารถรองรับการเติบโตได้ในอนาคต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการดำเนินงาน และลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของระบบที่ล้าสมัย นอกจากนี้การย้ายระบบไปสู่คลาวด์ยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานเมื่อเทียบกับการใช้ระบบเดิมที่ต้องใช้เซิร์ฟเวอร์และฮาร์ดแวร์จำนวนมาก
การสร้าง Disaster Recovery Site บนคลาวด์สำหรับแพลตฟอร์ม Enterprise Resource Planning (ERP)
ซึ่งช่วยยกระดับความมั่นคงของระบบ ERP ซึ่งสามารถกู้ข้อมูลย้อนหลังล่าสุด 5 นาทีก่อนเกิดภัยพิบัติ (Recovery Point Objective) ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน เทียบกับเดิมที่ข้อมูลย้อนหลังไป 24 ชั่วโมง ช่วยป้องกันการสูญหายของข้อมูลและช่วยให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุด ตลอดจนลดการพึ่งพาระบบสำรองข้อมูลแบบเดิม ส่งผลให้ลดการใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง
การพัฒนา Cloud Landing Zones
ช่วยให้องค์กรสามารถจัดการและแยกพื้นที่การทำงานสำหรับระบบการผลิตและระบบสนับสนุนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตอย่างเป็นระเบียบชัดเจน ประกอบด้วย พื้นที่ปฏิบัติจริง พื้นที่ทดสอบ พื้นที่สำหรับเก็บข้อมูลเพื่อทำการแก้ไขปัญหา และพื้นที่กำหนดสิทธิ์ของผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการจัดการของผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำ นอกจากนี้ยังมีการกำหนดนโยบายด้านความปลอดภัยอย่างครอบคลุม เช่น การตรวจสอบและบันทึกข้อมูลเพื่อป้องกันการละเมิดข้อมูลหรือภัยคุกคามไซเบอร์
การพัฒนาแพลตฟอร์ม ระบบ และการใช้ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจและเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร
การพัฒนาแพลตฟอร์ม Low-Code
ช่วยให้พนักงานที่ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์สามารถพัฒนาแอปพลิเคชันที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะแผนกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยลดการพึ่งพานักพัฒนาภายนอก ควบคุมประสิทธิภาพต้นทุนและเสริมศักยภาพของพนักงานในองค์กร
การพัฒนารายงานเชิงวิเคราะห์ผ่านเครื่องมือ Business Intelligence (BI)
ช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่สำคัญและสร้างรายงานเชิงลึกเพื่อตอบโจทย์กลยุทธ์องค์กร เช่น การวิเคราะห์แนวโน้มทางธุรกิจ หรือการประเมินความสำเร็จของแผนงานต่าง ๆ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้บริหารมีข้อมูลที่ครบถ้วนและแม่นยำสำหรับการตัดสินใจ
การจัดทำ Data Management Platform
ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกแผนกในองค์กรให้เป็นระบบเดียวกัน ทำให้การวิเคราะห์ข้อมูลและการตัดสินใจในระดับบริหารสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การพัฒนาแดชบอร์ดการจัดซื้อ
ช่วยให้ฝ่ายจัดซื้อสามารถรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการใช้จ่ายในแต่ละส่วนได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นประโยชน์ในการวางแนวทางกลยุทธ์การจัดซื้อ เพิ่มความโปร่งใสและส่งเสริมประสิทธิภาพต้นทุน
การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เราได้ลงทุนพัฒนาระบบและบุคลากร เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายในยุคดิจิทัล และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในระยะยาว