โอกาสและความท้าทาย

การใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก แต่การใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสร้างผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และสุขภาพมนุษย์ ซึ่งหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ทรัพยากร อาจส่งผลให้การใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวภายในปี 2603 พร้อมทั้งเป็นความเสี่ยงร้ายแรงต่อด้านสิ่งแวดล้อม ความเท่าเทียม และสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสสำคัญในการดำเนินธุรกิจให้ยั่งยืน โดยการปรับเปลี่ยนสู่การลดการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ (Decoupling Growth from Resource Use) ผ่านการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน และนโยบายการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ซึ่งสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและยังคงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ ดังนั้น การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนจึงเป็นทั้งความท้าทายและโอกาสในการสร้างความสามารถแข่งขันทางเศรษฐกิจ ความเท่าเทียมทางสังคม และการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

บี.กริม เพาเวอร์ มุ่งมั่นบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาและลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างมีคุณค่า เราจึงมุ่งพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิตไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ ตั้งแต่กระบวนการเลือกเครื่องจักรและอุปกรณ์ในโรงไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กระบวนการเลือกเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ ตลอดจนการบำรุงรักษาและปรับปรุงคุณภาพเครื่องจักรให้มีความสามารถในการผลิตไฟฟ้าสูงสุดและลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เรายังประเมินวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA) เพื่อให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ทุกชิ้นได้รับการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกันนี้ เรายังมุ่งลงทุนโครงการพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเข้าไปมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกับทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมการลด บรรเทา และฟื้นฟูผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

ผลการดำเนินงาน
ปี 2568
เป้าหมาย
ปี 2568-2572
เป้าหมาย
ปี 2573
สัดส่วนของขยะรีไซเคิลต่อปริมาณขยะทั้งหมด 86.8% >82% 88%
สัดส่วนของโรงไฟฟ้าที่ตรวจวัดคุณภาพน้ำทิ้งจากกระบวนการผลิต ตามกฎหมายและมาตรฐานที่กำหนดต่อโรงไฟฟ้าทั้งหมด 100% 100% 100%
สัดส่วนของโรงไฟฟ้าที่ตรวจวัดคุณภาพอากาศจากปล่องระบาย จากกระบวนการผลิต ตามกฎหมายและมาตรฐานที่กำหนดต่อโรงไฟฟ้าทั้งหมด 100% 100% 100%

การบริหารจัดการและกลยุทธ์

นโยบายและความมุ่งมั่น

บี.กริม เพาเวอร์ กำหนดนโยบายด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม เพื่อแสดงความมุ่งมั่นในดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน โดยมุ่งบริหารจัดการผลกระทบจากการดำเนินงานและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูง ผ่านการเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ใช้เชื้อเพลิงที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ การบริหารจัดการน้ำและทรัพยากรอย่างเหมาะสม ตลอดจนกำหนดกระบวนการควบคุมและลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ ของเสีย และมลพิษทางเสียง พร้อมทั้งมีกระบวนการตรวจสอบในพื้นที่โรงไฟฟ้าและชุมชนโดยรอบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบเชิงลบที่อาจส่งผลต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

โครงสร้างการกำกับดูแล

บี.กริม เพาเวอร์ กำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องในด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานสอดคล้องกับนโยบายและมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการทบทวนและปรับปรุงแนวทางอย่างสม่ำเสมอ โดยกำหนดให้พนักงานทุกระดับมีหน้าที่รับผิดชอบในการนำไปปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ผ่านการกำกับดูแลโดยผู้เกี่ยวข้องหลัก ดังนี้

  • คณะกรรมการบริษัท ทำหน้าที่กำกับดูแลและรับรองนโยบาย กำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ และทบทวนประสิทธิภาพของระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม เป็นประจำทุกปี
  • คณะกรรมการบริหารด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วยคณะกรรมการบริหารและตัวแทนจากคณะทำงานด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม มีหน้าที่จัดทำนโยบายและกลยุทธ์ รับผิดชอบและติดตามผลการปฏิบัติงานด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายและทิศทางขององค์กร
  • คณะทำงานด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วยตัวแทนผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับวิชาชีพจากสำนักงานกรุงเทพฯ และโรงไฟฟ้า มีหน้าที่กำกับดูแล ติดตาม รายงาน และกำหนดแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยในการทำงาน สิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรป่าไม้ ให้สอดคล้องกับข้อกฎหมายและนโยบายของบริษัท โดยมีการประชุมทุกเดือน เพื่อสื่อสารนโยบาย หารือกับผู้มีส่วนได้เสียหลักทั้งภายในและภายนอกองค์กร แบ่งปันมุมมองหรือความคิดริเริ่มในการปรับปรุงระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือและสร้างความตระหนักให้กับพนักงาน ผู้รับเหมา คู่ค้า หน่วยงานกำกับดูแล และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม

การจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการ

การจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล
บี.กริม เพาเวอร์ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ผ่านการจัดการที่เป็นระบบและบูรณาการ ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดกรอบการดำเนินงานตามมาตรฐานสากล การประเมินผลกระทบ การบริหารความเสี่ยง ไปจนถึงการตรวจติดตามและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง บริษัทได้วางกรอบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ครอบคลุมทั้งองค์กร บริษัทย่อย คู่ค้า และผู้รับเหมาที่อยู่ภายใต้การควบคุม โดยแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับกฎหมาย ข้อบังคับ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้องในระดับประเทศและสากล ซึ่งใช้ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ตามมาตรฐาน ISO 14001:2015 เป็นแนวทางหลักในการกำกับดูแลและยกระดับประสิทธิภาพสิ่งแวดล้อมของโรงไฟฟ้าในเครือ โรงไฟฟ้าที่ได้รับการรับรองปฏิบัติตามข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด ส่วนโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมมีการตรวจสอบภายในหรือจ้างผู้ตรวจสอบภายนอกเพื่อประเมินและปรับปรุงก่อนเข้าสู่กระบวนการรับรองในลำดับถัดไป

การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามข้อกำหนดกฎหมาย
โรงไฟฟ้าทุกโครงการของบี.กริม เพาเวอร์ ดำเนินการศึกษาและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน โดยพิจารณาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อทรัพยากรธรรมชาติ เศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพของชุมชน เพื่อกำหนดแนวทางป้องกันและลดผลกระทบ พร้อมจัดทำมาตรการแก้ไขและติดตามตรวจสอบ รวมถึงแผนปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อมทั้งในช่วงก่อสร้างและดำเนินงาน สำหรับโครงการที่เข้าข่ายตามกฎหมาย บริษัทจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) และสำหรับโครงการอื่น ๆ ที่ไม่เข้าข่ายต้องทำรายงาน EIA เราพิจารณาจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อมในระดับที่เหมาะสมตามประเภทและความเสี่ยงของโครงการ ประกอบด้วย รายงานการตรวจสอบเบื้องต้นด้านสิ่งแวดล้อม (Initial Environmental Examination: IEE) รายงานการศึกษามาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย (Environmental Safety Assessment: ESA) รวมถึงรายงานประมวลหลักการปฏิบัติ (Code of Practice: CoP) นอกจากนี้ เรายังติดตามและเฝ้าระวังผลกระทบจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินมาตรการป้องกัน แก้ไข และตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อม พร้อมจัดทำรายงานผลการดำเนินงานเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุก 6 เดือน

การบริหารความเสี่ยง การตรวจประเมิน และการยกระดับประสิทธิภาพสิ่งแวดล้อม
บี.กริม เพาเวอร์ ดำเนินการติดตามและวิเคราะห์ผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยพัฒนาฐานข้อมูลตัวชี้วัดให้มีความครบถ้วนและสอดคล้องกันในทุกโรงไฟฟ้า พร้อมกำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์และตัวชี้วัดความสำเร็จทั้งในระดับโครงการและองค์กร เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวางแผนและดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตลอดจนมีการทบทวนผลการดำเนินงานและปรับปรุงกระบวนการอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ บี.กริม เพาเวอร์ ใช้แพลตฟอร์ม Essential ERM ในการระบุ ประเมิน และติดตามความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ โดยรวมศูนย์ข้อมูลความเสี่ยงทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้นอนาคต พร้อมแนวทางรับมือจากทุกหน่วยงานในโรงไฟฟ้าและสำนักงานใหญ่ ผ่านการนำเสนอบนแดชบอร์ดแบบเรียลไทม์เพื่อให้เห็นภาพรวมความเสี่ยงขององค์กร ตัวอย่างความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมที่ประเมิน ได้แก่ ภัยพิบัติธรรมชาติ คุณภาพน้ำดิบ การรั่วไหลของขยะอันตรายหรือน้ำทิ้ง และความเสี่ยงด้านต้นทุนจากราคาก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้น

บี.กริม เพาเวอร์ ดำเนินการตรวจประเมินภายในด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง โดยหน่วยงานอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ทำการประเมินการปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายและมาตรฐานสากล เช่น ISO 14001:2015 และ ISO 45001:2018 เป็นต้น ตลอดจนข้อกำหนดทั่วไปด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย เช่น การจัดการและคัดแยกขยะอันตรายและไม่อันตราย การกำจัดของเสียตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และการสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน เป็นต้น โดยผลการตรวจประเมินถูกจัดทำเป็นรายงานที่ระบุประเด็นที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างชัดเจน พร้อมแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

การประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน

บี.กริม เพาเวอร์ ตระหนักถึงข้อจำกัดของเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Linear Economy) ซึ่งเน้นการใช้ทรัพยากรเพื่อผลิต บริโภค และทิ้ง (Take–Make–Dispose) ส่งผลให้เกิดของเสียจำนวนมากและการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติอย่างไม่ยั่งยืน บริษัทจึงนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาประยุกต์ใช้ในกระบวนการดำเนินงาน โดยมุ่งเน้นการออกแบบระบบผลิตและการจัดการของเสียอย่างครบวงจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรสูงสุด ผ่านการใช้ซ้ำ การหมุนเวียนกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต (Make–Use–Return) และการลดการปล่อยมลพิษ สอดคล้องกับหลักการ 3Rs (Reduce–Reuse–Recycle) และแนวคิดการพึ่งพาอาศัยกันทางอุตสาหกรรม (Industrial Symbiosis: IS) ที่เน้นการแลกเปลี่ยนของเสียและผลพลอยได้ระหว่างอุตสาหกรรม เพื่อลดการสูญเสียทรัพยากร ลดปริมาณของเสีย และลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ทั้งนี้ บี.กริม เพาเวอร์ ได้นำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ในการวางแผนและการดำเนินงาน ได้แก่ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน การลดการใช้วัตถุดิบใหม่ การยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ การนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ รวมถึงการศึกษาแนวทางความร่วมมือเพื่อใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การศึกษาพัฒนาการใช้เชื้อเพลิงทดแทนก๊าซธรรมชาติในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม และการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน เป็นต้น

การจัดการพลังงาน

บี.กริม เพาเวอร์ ดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนโดยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก พร้อมให้ความสำคัญกับการบำรุงรักษาและพัฒนาเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด ลดการใช้เชื้อเพลิง และปรับปรุงการใช้พลังงานความร้อนให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า ในด้านการจัดการพลังงาน บริษัทมุ่งเน้นการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า เลือกใช้เทคโนโลยีทันสมัยจากผู้ผลิตชั้นนำระดับสากล และจัดทำรายงานการจัดการพลังงานประจำปีที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองโดยผู้ตรวจสอบพลังงาน ครอบคลุมกระบวนการจัดการ ดังนี้

  1. การจัดตั้งคณะทำงานด้านการจัดการพลังงาน เพื่อการพัฒนาแผนงานและกลยุทธ์การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน
  2. การประเมินสถานการณ์การจัดการพลังงานเบื้องต้น เพื่อประเมินและกำหนดระดับการบริหารจัดการพลังงานของแต่ละโรงไฟฟ้า โดยพิจารณานโยบายการอนุรักษ์พลังงาน ความรับผิดชอบ การสร้างความตระหนัก ระบบข้อมูลข่าวสาร การประชาสัมพันธ์ รวมไปถึงการลงทุนในโครงการอนุรักษ์พลังงาน
  3. กำหนดนโยบายอนุรักษ์พลังงาน เพื่อแสดงเจตจำนงและความมุ่งมั่นในการดำเนินการด้านการอนุรักษ์พลังงาน
  4. การประเมินศักยภาพการอนุรักษ์พลังงาน โดยแจกแจงและวิเคราะห์ปริมาณการใช้พลังงานในแต่ละประเภทอย่างละเอียด ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับองค์กร ระดับผลิตภัณฑ์ และระดับเครื่องจักร/อุปกรณ์
  5. การกำหนดเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน ในระดับโรงไฟฟ้าจนไปถึงภาพรวมองค์กร รวมไปถึงกำหนดแผนการฝึกอบรมและกิจกรรมส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานที่สอดคล้องกับเป้าหมาย
  6. การดำเนินการตามแผนอนุรักษ์พลังงาน รวมถึงการตรวจสอบและวิเคราะห์การปฏิบัติตามเป้าหมายและแผนอนุรักษ์พลังงาน
  7. การตรวจติดตามและการประเมินการจัดการพลังงาน
  8. การทบทวน วิเคราะห์ และหาแนวทางในการพัฒนาของการจัดการพลังงาน

นอกจากนี้ เรายังส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์พลังงานอย่างต่อเนื่อง ผ่านการอบรมและกิจกรรมรณรงค์ต่าง ๆ เช่น หลักสูตรสำหรับผู้รับผิดชอบด้านพลังงานอาวุโส โครงการประหยัดพลังงานในสำนักงาน และกิจกรรมปลูกจิตสำนึกด้านพลังงานประจำปี เป็นต้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยลดการใช้พลังงานและนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและสร้างความยั่งยืนองค์กรในระยะยาว

ผลการดำเนินงานปี 2568

ในปี 2568 ปริมาณการใช้พลังงานไม่หมุนเวียนลดลง 72,685 เมกะวัตต์-ชั่วโมง หรือร้อยละ 0.4 จากปีก่อนหน้า เป็นผลจากการควบคุมการเดินเครื่องอย่างมีประสิทธิภาพ การรักษาอัตราการใช้ความร้อน (Heat Rate) ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และการปรับปรุงกังหันก๊าซ (Gas Turbine) ของโรงไฟฟ้า BPWHA1 ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม สัดส่วนการใช้พลังงานไม่หมุนเวียนต่อหน่วยผลิตไฟฟ้ายังทรงตัวที่ 1.2 ใกล้เคียงกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความสามารถรักษาระดับประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ บี.กริม เพาเวอร์ ได้ดำเนินโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สามารถลดการใช้พลังงานได้รวมกว่า 75,600 เมกะวัตต์-ชั่วโมง คิดเป็นมูลค่าการประหยัดพลังงานประมาณ 84 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดการพึ่งพาพลังงานไม่หมุนเวียนในระยะยาว

หน่วย 2565 2566 2567 2568
ปริมาณการใช้พลังงานไม่หมุนเวียนทั้งหมด เมกะวัตต์-ชั่วโมง 15,936,053 15,626,496 16,801,791 16,729,106
ปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งหมด เมกะวัตต์-ชั่วโมง 70 160 156 147

โครงการที่โดดเด่นด้านการส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

การลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและเชื้อเพลิงในการผลิตของเครื่องจักร

มุ่งปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อลดการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง มีโครงการที่โดดเด่น ดังนี้

  • ระบบหอหล่อเย็น ปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบระบายความร้อน โดยลดการทำงานของพัดลมหอหล่อเย็นในช่วงโหลดต่ำและปรับรูปแบบการเดินเครื่องให้เหมาะสมกับปริมาณความร้อนที่ต้องระบาย การปรับเปลี่ยนการทำงานของปั๊มเติมน้ำหอหล่อเย็น และการติดตั้งระบบควบคุมความเร็วรอบ (Variable Speed Drives: VSD) ในมอเตอร์พัดลมหอหล่อเย็นเพื่อลดการใช้พลังงาน
  • ระบบกังหันก๊าซ ปรับเปลี่ยนการทำงานของพัดลมระบายความร้อนให้หยุดทำงาน เมื่อเครื่องกังหันก๊าซอยู่ระหว่างหยุดดำเนินการ (Shutdown) โดยไม่เกิดความเสียหายต่อเครื่องจักร ในโรงไฟฟ้า ABP1-2
  • ระบบกังหันไอน้ำและท่อไอน้ำ ลดเวลาการทำงานของระบบเครื่องสูบน้ำ เมื่อมีการหยุดดำเนินการและการเปลี่ยนกับดักไอน้ำ (Steam Trap) เพื่อลดการสูญเสียไอน้ำ
  • ระบบอัดอากาศ ติดตั้งเครื่องอัดอากาศที่มีขนาดเล็กลง และมีอุปกรณ์ควบคุมความเร็วรอบ (Variable Speed Drives: VSD) ในตัว เพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานของเครื่อง ให้สอดคล้องกับกิจกรรมการผลิตไฟฟ้า และเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน ในโรงไฟฟ้า ABPR3-4
  • การติดตั้งระบบให้ความร้อนกับก๊าซเชื้อเพลิง (Gas Heater) ในโรงไฟฟ้า เพื่อเพิ่มอุณหภูมิเชื้อเพลิงก่อนส่งเข้าสู่กังหันก๊าซ (Gas Turbine) โดยใช้ความร้อนจากเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน (High Pressure Economiser: HP ECO) ที่ใช้ความร้อนจากความร้อนเหลือทิ้ง (Waste Heat) เพื่อช่วยให้อุณหภูมิเชื้อเพลิงสูงขึ้นและเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้ ซึ่งสามารถลดการใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติได้ประมาณ 250 ล้านเมกะจูลต่อปี
  • การปรับปรุงเครื่องกังหันก๊าซของโรงไฟฟ้า BPWHA1 ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตจาก 50.5 เมกะวัตต์ เป็น 54 เมกะวัตต์ และลดการใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งยกระดับประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าขึ้น 39 บีทียูต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง
  • การหยุดการทำงานของเครื่องอัดก๊าซ (Gas Compressor) ในช่วงเวลาที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าต่ำ (Off-peak) เป็นมาตรการลดการใช้พลังงานของมอเตอร์เครื่องอัดก๊าซ อย่างไรก็ตาม การหยุดหรือสลับการเดินเครื่องอาจก่อให้เกิดเสียงดัง โรงไฟฟ้า BIP1 จึงติดตั้งอุปกรณ์ลดเสียง (Silencer) เพื่อควบคุมเสียงที่อาจเกิดขึ้น ทำให้สามารถดำเนินมาตรการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 100,000 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี
การลดการใช้พลังงานไฟฟ้าและเชื้อเพลิงที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตโดยตรง

สำรวจการใช้พลังงานไฟฟ้าภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยคณะกรรมการจัดการพลังงานในแต่ละโรงไฟฟ้า เพื่อหาโอกาสเพิ่มประสิทธิภาพและลดการใช้พลังงาน ในปี 2568 เราดำเนินโครงการลดการใช้ไฟฟ้าในงานสาธารณูปโภค เช่น การปรับปรุงคุณภาพน้ำดิบ รวมถึงกิจกรรมในสำนักงาน ดังนี้

  • ระบบปรับคุณภาพน้ำดิบและน้ำทิ้ง ปรับปรุงแนวท่อน้ำดิบเพื่อลดระยะทางส่งน้ำและลดการใช้เครื่องสูบน้ำในระบบ รวมถึงการใช้เครื่องสูบน้ำที่มีอุปกรณ์ควบคุมความเร็วรอบ (Variable Speed Drive: VSD)
  • ระบบแสงสว่างและอาคารสำนักงาน สำรวจและเปลี่ยนหลอดไฟฟ้าแบบ LED เพิ่มเติมในพื้นที่โครงการ และติดตั้งระบบตรวจจับความเคลื่อนไหวเพื่อควบคุมการเปิด-ปิดแสงสว่างตามการใช้งานพื้นที่

การจัดการน้ำ

บี.กริม เพาเวอร์ มุ่งมั่นอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต พร้อมวางแผนบริหารจัดการน้ำทิ้งอย่างเหมาะสม และร่วมมือกับชุมชนและองค์กรภายนอกในการอนุรักษ์น้ำอย่างต่อเนื่อง บริษัทตระหนักถึงความเสี่ยงจากภัยแล้งอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำในระดับลุ่มน้ำเพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจจะไม่กระทบต่อการเข้าถึงน้ำของชุมชน อีกทั้งส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพตามหลัก 3Rs (Reduce-Reuse-Recycle) เช่น การเพิ่มรอบการใช้น้ำหมุนเวียนในระบบหอหล่อเย็น การใช้ประโยชน์จากน้ำที่ผ่านการบำบัดเพื่อลดการใช้น้ำดิบ และการตรวจสอบคุณภาพน้ำทิ้งอย่างสม่ำเสมอให้เป็นไปตามมาตรฐาน เป็นต้น เพื่อป้องกันผลกระทบเชิงลบที่อาจส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบโรงไฟฟ้า

การประเมินความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำ

บี.กริม เพาเวอร์ ดำเนินการประเมินพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำทั้งระยะสั้นและระยะยาวเป็นประจำทุกปี โดยครอบคลุมการประเมินความเสี่ยงด้านความเครียดจากน้ำ (Water Stress)1 ผ่านเครื่องมือ AQUEDUCT Water Risk Atlas ของสถาบัน World Resources Institute โดยในปี 2568 พบว่า บี.กริม เพาเวอร์ มีโครงการที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงถึงสูงมากต่อการขาดแคลนน้ำร้อยละ 80.9 หรือ 38 จาก 47 แห่ง2 ซึ่งมีปริมาณการใช้น้ำจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ที่ 15.7 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 77.9 จากการใช้น้ำสะอาดสุทธิ ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าและสำนักงานดังกล่าวมีต้นทุนการขายและบริการคิดเป็นร้อยละ 87.4 ของต้นทุนการขายและบริการรวม

โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมทุกแห่งของ บี.กริม เพาเวอร์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำ เราจึงให้ความสำคัญสูงสุดต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน โดยลดการพึ่งพาแหล่งน้ำธรรมชาติ ผ่านการนำน้ำทิ้งที่ได้รับการบำบัดจากนิคมอุตสาหกรรมกลับมาใช้เป็นแหล่งน้ำหลักในการดำเนินงาน พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำหมุนเวียนภายในโรงไฟฟ้า เช่น การเพิ่มรอบการหมุนเวียนน้ำในหอหล่อเย็น เพื่อใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า เป็นต้น นอกจากนี้ เรายังส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย โดยจัดประชุมหารือกับนิคมอุตสาหกรรมและชุมชนเพื่อรับฟังความคิดเห็นและร่วมกันหาแนวทางป้องกันและบรรเทาความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ รวมถึงวางแผนการใช้น้ำให้สอดคล้องกับความต้องการในอนาคต บี.กริม เพาเวอร์ จัดทำแผนจำลองสถานการณ์น้ำเพื่อประเมินแนวโน้มปริมาณน้ำและเตรียมแผนสำรองในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทบทวนแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจเป็นประจำทุกปี เพื่อให้มั่นใจว่าโรงไฟฟ้าสามารถดำเนินงานได้ต่อเนื่องโดยไม่กระทบต่อการใช้น้ำของชุมชน

สำหรับโรงไฟฟ้าประเภทอื่น ๆ ได้แก่ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ โรงไฟฟ้าประเภทนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงถึงสูงมากต่อการขาดแคลนน้ำร้อยละ 66.7 และมีปริมาณการใช้น้ำอยู่ที่ 0.02 ล้านลูกบาศก์เมตรหรือคิดเป็นร้อยละ 0.1 จากการใช้น้ำสะอาดสุทธิ อย่างไรก็ตาม บี.กริม เพาเวอร์ ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการทรัพยากรน้ำและติดตามผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกประเภทโรงไฟฟ้า เนื่องจากน้ำไม่เพียงเป็นทรัพยากรสำคัญต่อการดำเนินงาน แต่ยังเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องได้รับการอนุรักษ์เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

ผลการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ โดยเครื่องมือ AQUEDUCT Water Risk Atlas

ประเภทธุรกิจ โครงการ โครงการที่ได้รับ การประเมินความเสี่ยง โครงการที่ตั้งใน พื้นที่เสี่ยงสูง - สูงมาก มาตรการที่สำคัญ
สำนักงานกรุงเทพฯ 1 1 1 รณรงค์การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ช่วยกันประหยัดน้ำในสำนักงาน และปิดน้ำให้สนิททุกครั้งหลังใช้งาน
โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 20 20 20
  • ลดการใช้น้ำดิบหรือน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยใช้น้ำเสียที่ผ่านการบำบัด (Treated Wastewater) ในสัดส่วนถึงร้อยละ 69
  • เพิ่มรอบการหมุนเวียนน้ำหล่อเย็น
  • นำน้ำทิ้งจากกระบวนการผลิตไอน้ำจากกระบวนการผลิตไอน้ำจากความร้อนที่นำกลับมาใช้ใหม่ กระบวนการทำข้นตะกอน และเครื่องสูบน้ำดับเพลิงไปใช้ใหม่ใน หอหล่อเย็น
  • ปรับปรุงคุณภาพน้ำเข้าระบบเพื่อลดการทิ้งน้ำในหอหล่อเย็น (Blow-down)
โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 19 19 16 ควบคุมความถี่ในการล้างแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อลดการใช้น้ำเกินจำเป็น
โรงไฟฟ้าพลังน้ำ 4 4 1
  • ออกแบบโรงไฟฟ้าแบบน้ำไหลผ่านหรืออ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก (Run-of-River/ Small-reservoir) เพื่อลดการระเหยและไม่แย่งน้ำชุมชน
  • ติดตามคุณภาพน้ำและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่
  • ทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น เช่น โครงการปลูกป่าอนุรักษ์ลุ่มน้ำ เพื่อเพิ่มต้นทุนทางธรรมชาติกลับสู่ระบบนิเวศ
โรงไฟฟ้าพลังงานลม 2 2 0 การเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจากพลังลม มีการใช้น้ำในระดับต่ำ โดยใช้ในกิจกรรมล้างใบพัด และห้องเครื่องกังหันลม (Nacelle) และน้ำใช้ในสำนักงานเท่านั้น
Backup for power trading 1 1 0 โครงการมีขนาดเล็ก ใช้เทคโนโลยีที่ใช้น้ำต่ำ เพื่อรองรับการจำหน่ายไฟฟ้าที่รวดเร็วและยืดหยุ่น
รวม 47 47 38

1 ความเครียดจากน้ำ (Water Stress): “เมื่อมีการดึงน้ำจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติมาใช้มากกว่าร้อยละ 20 ของทรัพยากรหมุนเวียนทั้งหมด ความเครียดจากน้ำมักจะเป็นปัจจัยจำกัดในการพัฒนา การดึงน้ำจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติมาใช้ร้อยละ 40 ขึ้นไปแสดงถึงความเครียดสูง ในทำนองเดียวกัน ความเครียดจากน้ำอาจเป็นปัญหาได้หากประเทศหรือภูมิภาคใดมีน้ำน้อยกว่า 1,700 ลบ.ม. ต่อปีต่อประชากร (Falkenmark and Lindh, 2519).” ที่มา : รายงาน IPCC Report ประจำปี 2544
2 โครงการที่ได้รับการประเมินความเสี่ยงจากความเครียดจากน้ำ คิดเป็นร้อยละ 97.8 ของรายได้รวม ครอบคลุมบริษัทและบริษัทย่อย ทั้งนี้ ขอบเขตการประเมินไม่รวมโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา ธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ และธุรกิจบริการดำเนินงานและบำรุงรักษา เนื่องจากมีการใช้น้ำระดับต่ำมากและไม่มีนัยสำคัญต่อความเสี่ยง

การจัดการคุณภาพน้ำ

บี.กริม เพาเวอร์ มีระบบบริหารจัดการคุณภาพน้ำในโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำทิ้งมีคุณภาพตามมาตรฐาน ก่อนส่งเข้าสู่ระบบบำบัดส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรมผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดทุกเดือน โดยนักเคมีผู้เชี่ยวชาญประจำโรงไฟฟ้า และตรวจสอบโดยหน่วยงานภายนอกตามข้อกำหนดและกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และข้อกำหนดการระบายน้ำทิ้งของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น รวมถึงสอดคล้องกับมาตรการที่ระบุในรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) เราให้ความสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน แม้ว่าปริมาณน้ำใช้และน้ำทิ้งมีปริมาณน้อยเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำที่ไม่สร้างผลกระทบต่อการใช้น้ำในพื้นที่รอบโครงการ ยกเว้นการผันน้ำออกจากพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากเหตุการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งมีการควบคุมและตรวจวัดคุณภาพน้ำให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องในแต่ละพื้นที่อย่างเคร่งครัด

ผลการดำเนินงานปี 2568

ในปี 2568 ปริมาณน้ำที่ถูกดึงขึ้นมาใช้เพิ่มขึ้น 267.7 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 44.4 จากปีก่อนหน้า โดยสาเหตุหลักมาจากการเริ่มรายงานข้อมูลของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ Malacha เป็นครั้งแรก อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาสัดส่วนการใช้น้ำสะอาดสุทธิต่อหน่วยผลิตไฟฟ้า พบว่าอยู่ที่ 1.35 ลูกบาศก์เมตร/เมกะวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งดีขึ้นร้อยละ 5.6 และเกินเป้าหมายที่กำหนดให้ลดลงร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในการผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการนำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดจนได้มาตรฐานกลับมาใช้หมุนเวียนภายในกระบวนการผลิต ซึ่งช่วยลดการดึงน้ำสะอาดจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ในส่วนของการจัดการน้ำทิ้ง เราดำเนินการบำบัดน้ำเสียให้เป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งต่อเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำส่วนกลางของนิคมอุตสาหกรรมในแต่ละพื้นที่ จากผลการติดตามคุณภาพน้ำในปี 2568 ไม่พบกรณีที่คุณภาพน้ำทิ้งเกินค่ามาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด

หน่วย 2565 2566 2567 2568
ปริมาณน้ำที่ถูกดึงขึ้นมาใช้ ล้านลูกบาศก์เมตร 673.4 598.7 603.5 871.1
ปริมาณน้ำทิ้ง (TDS ≤ 1,000 มก./ลิตร) ล้านลูกบาศก์เมตร 654.8 579.0 582.3 851.0
ปริมาณการใช้น้ำสะอาดสุทธิ1 ล้านลูกบาศก์เมตร 18.5 19.7 21.2 20.1
อัตราการใช้น้ำสะอาดสุทธิต่อการผลิต ลูกบาศก์เมตร/เมกะวัตต์-ชั่วโมง 1.36 1.42 1.43 1.35

1ปริมาณการใช้น้ำสะอาดสุทธิคำนวณจากปริมาณน้ำที่ถูกดึงขึ้นมาใช้ หักลบด้วยปริมาณน้ำทิ้งที่มีค่าของแข็งละลายน้ำรวม (TDS) ≤ 1,000 มก./ลิตร

โครงการที่โดดเด่นด้านประสิทธิภาพการใช้น้ำ

การนำน้ำทิ้งจากกระบวนการผลิตและน้ำฝนกลับมาใช้ใหม่

ปรับปรุงระบบเพื่อนำน้ำฝนที่ไหลลงรางระบายน้ำกลับมาเก็บและนำมาใช้ใหม่ในถังเก็บน้ำดิบ (Raw Water Buffer Tank) โดยไม่กระทบต่อคุณภาพน้ำและประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้น้ำดิบจากแหล่งภายนอก และลดปริมาณน้ำทิ้งจากกระบวนการผลิต ตัวอย่างแนวทางดำเนินการของโรงไฟฟ้า ABP3 ได้แก่

  • การติดตามและตรวจสอบคุณภาพน้ำ ติดตามระดับน้ำในรางระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง ตรวจค่าพารามิเตอร์สำคัญ เช่น ความเป็นกรด-ด่าง (pH) ค่าการนำไฟฟ้า (Conductivity) และ ความขุ่น (Turbidity) รวมถึงเฝ้าระวังสารปนเปื้อนที่อาจพบได้ เช่น ฟอสเฟต แอมโมเนีย และแมงกานีส
  • การออกแบบและติดตั้งระบบรองรับ เดินท่อจากรางระบายน้ำไปยังถังเก็บน้ำดิบและระบบแยกน้ำมัน (Oil Separator) รวมถึงติดตั้งปั๊มน้ำ (Sump Pump) พร้อมตู้ควบคุม (Control Panel) และวาล์วควบคุม (Butterfly Valve) เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • มาตรการรองรับกรณีฉุกเฉิน ออกแบบระบบให้สามารถสลับเส้นทางน้ำได้ หากเกิดการรั่วไหลของน้ำมันหรือสารเคมี สามารถส่งน้ำเข้าสู่ระบบแยกน้ำมัน (Oil Separator) ได้ทันที เพื่อป้องกันการปนเปื้อนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
  • ติดตามผลและประเมินความคุ้มค่า ประเมินปริมาณน้ำฝนที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ และเปรียบเทียบคุณภาพน้ำกับน้ำดิบ รวมถึงคำนวณจุดคุ้มทุนหลังการใช้งานจริง
การปรับปรุงกระบวนการ และ/หรืออุปกรณ์ให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้น้ำสูงสุด

ปรับปรุงระบบเพื่อนำน้ำทิ้งจากจุดเก็บตัวอย่างน้ำ (MBP Sampling Water) กลับมาใช้ในระบบน้ำตกตะกอน (Clarifier Water System) โดยไม่กระทบต่อคุณภาพน้ำและประสิทธิภาพการผลิต ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและลดปริมาณน้ำทิ้งจากกระบวนการผลิต ตัวอย่างแนวทางดำเนินการ ได้แก่

  • ตรวจสอบคุณภาพน้ำ ตรวจวัดค่าที่สำคัญ ได้แก่ ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ค่าการนำไฟฟ้า (Conductivity) และค่าความขุ่น (Turbidity) โดยมีผลการตรวจสอบพบว่าคุณภาพน้ำดีกว่าน้ำดิบ จึงสามารถนำกลับมาใช้ในระบบได้อย่างปลอดภัย
  • การออกแบบและติดตั้งระบบรองรับ ที่โรงไฟฟ้า ABP3 มีการเดินท่อจากระบบเพื่อนำน้ำทิ้งจากจุดเก็บตัวอย่างน้ำ ผ่านถังเก็บน้ำระบบรีเวิร์สออสโมซิส (Reverse Osmosis Tank: RO Tank) ก่อนเชื่อมต่อเข้ากับท่อของระบบน้ำตกตะกอนเดิม พร้อมติดตั้งกรวยรองรับน้ำและมิเตอร์วัดปริมาณน้ำทิ้ง เพื่อควบคุมและติดตามปริมาณการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
การร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งน้ำของชุมชน

การส่งเสริมผลกระทบเชิงบวกสุทธิต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งเสริมให้โรงไฟฟ้าร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และสนับสนุนกิจกรรมอนุรักษ์ลุ่มน้ำและพื้นที่ป่าโดยรอบพื้นที่ดำเนินงาน ได้แก่

  • การบริหารจัดการลุ่มน้ำอย่างยั่งยืน กลุ่มโรงไฟฟ้า ABP มีส่วนร่วมกับภาครัฐ ประชาชน และเอกชนในการจัดทำแผนแม่บทระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2567-2571) ในการบริหารจัดการและพัฒนาคลองตำหรุอย่างยั่งยืน
  • การฟื้นฟูระบบนิเวศลุ่มน้ำและพื้นที่ป่า สนับสนุนการปลูกป่าชายเลน การปลูกป่าชุมชน และการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่โดยรอบโรงไฟฟ้า โดยในปี 2568 มีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่
    • กลุ่มโรงไฟฟ้า ABPR เข้าร่วมโครงการอนุรักษ์แหล่งน้ำอย่างยั่งยืน (ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ) เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เพื่อเป็นการอนุรักษ์แหล่งน้ำและรักษาระบบนิเวศของอ่างเก็บน้ำดอกกราย ตำบลพนานิคม อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง
    • กลุ่มโรงไฟฟ้า ABPR เข้าร่วมโครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (ปลูกป่าชุมชน) ณ บริเวณสวนป่ารัฐบาล ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าบางละมุง ตำบลเขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี จำนวน 1,000 ต้น
    • กลุ่มโรงไฟฟ้า ABP ร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นและชุมชนจัดกิจกรรม “กิจกรรมปลูกป่าชายเลน โอบอ้อมโลกด้วยบลูคาร์บอน” อำเภอ บางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ โดยได้ปลูกต้นกล้าโกงกางจำนวน 100 ต้น และร่วมเก็บขยะตามชายฝั่งป่าชายเลน
    • โรงไฟฟ้า BPLC1 ร่วมปลูกป่าชายเลน 200 ต้น ในกิจกรรม Let’s Zero Together ปลูกเพื่อ (ลด) สู่อนาคตที่ยั่งยืน จัดโดยสำนักงานการนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ณ ศูนย์การเรียนรู้ป่าชายเลนชุมชนบ้านแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี

การจัดการขยะและกากของเสีย

บี.กริม เพาเวอร์ ตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งมุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในทุกช่วงชีวิตของผลิตภัณฑ์ รวมถึงการนำกลับมาใช้ซ้ำหรือใช้ใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งบริหารจัดการของเสียอย่างครบวงจร บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบจัดการขยะและลดปริมาณของเสีย โดยใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน อีกทั้งยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญในปัจจุบัน

เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน เรามุ่งมั่นบริหารจัดการของเสียจากกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าลดปริมาณของเสียและนำของเสียกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อลดของเสียคงเหลือให้น้อยที่สุด และมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste to Landfill ผ่านแนวทางการจัดการตามหลัก 3Rs (Reduce-Reuse-Recycle) ได้แก่ ลดการเกิดของเสีย นำกลับมาใช้ใหม่ และแปรรูปเพื่อใช้ซ้ำ พร้อมทั้งรณรงค์การคัดแยกของเสียอย่างถูกต้อง เช่น ขยะทั่วไป ขยะย่อยสลายได้ ขยะรีไซเคิล และของเสียอันตราย เป็นต้น เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดค่าใช้จ่าย และลดผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม

การจัดการขยะและกากของเสีย

ผลการดำเนินงานปี 2568

ของเสียจากการดำเนินธุรกิจมีปริมาณลดลง 814 ตัน หรือร้อยละ 28.3 จากปีก่อนหน้า เนื่องจากมีการซ่อมบำรุงใหญ่ของโรงไฟฟ้าน้อยลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า นอกจากนี้ ขยะที่มีการใช้ซ้ำ/รีไซเคิล/ขายเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 86.8 สะท้อนถึงการพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการของเสียอย่างต่อเนื่อง และความมุ่งมั่นลดการกำจัดแบบฝังกลบ โดยเน้นการคัดเลือกผู้รับกำจัดที่มีศักยภาพในการนำของเสียกลับมาใช้ประโยชน์ผ่านกระบวนการรีไซเคิล หรือแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงทดแทน นอกจากนี้ เรายังมีโครงการที่หลากหลายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการของเสียอย่างเป็นรูปธรรม

หน่วย 2565 2566 2567 2568
ขยะทั้งหมด ตัน 2,426 2,808 2,875 2,061
ขยะอันตราย ตัน 211 673 512 330
ขยะไม่อันตราย ตัน 2,215 2,135 2,363 1,731
ขยะที่มีการใช้ซ้ำ/รีไซเคิล/ขาย ตัน 2,058 2,182 2,438 1,788
ร้อยละต่อขยะทั้งหมด 84.8 77.8 84.8 86.8
ขยะที่ส่งกำจัด ตัน 318 6011 394 259
ขยะที่จัดเก็บในโครงการเพื่อรอกำจัด ตัน 50 24 43 13

1 หากไม่รวมขยะจากการรื้อถอนโรงไฟฟ้าซึ่งเป็นกิจกรรมพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ปริมาณขยะที่ส่งกำจัดจะอยู่ที่ 389 ตัน

โครงการที่โดดเด่นด้านการบริหารจัดการของเสียตามแนวทาง 3Rs

การลดการเกิดของเสีย

โครงการลดการใช้กระดาษด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้สามารถลดการใช้กระดาษได้ 25,942 แผ่นต่อปี

การนำของเสียกลับมาใช้ใหม่และ/หรือรีไซเคิล
  • โครงการนำร่อง Second Life Solar PV เป็นการนำแผงโซลาร์เซลล์ที่เสื่อมสภาพจากการใช้งานในโครงการผลิตไฟฟ้ามาปรับใช้ใหม่ เพื่อผลิตไฟฟ้าสำหรับการใช้งานภายในพื้นที่โรงไฟฟ้า และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีการดำเนินงานสำคัญ ดังนี้
    • ระบบไฟฟ้าส่องสว่างบริเวณรั้วและพื้นที่สำนักงาน โดยเริ่มดำเนินการที่โรงไฟฟ้า ABP4-5 ผ่านการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงจอดรถ รวมทั้งสิ้น 110 แผง มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 34 กิโลวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 36,521 กิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี และช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ประมาณ 103,260 บาทต่อปี ทั้งนี้ เราอยู่ระหว่างการขยายการติดตั้งเพิ่มเติมในโรงไฟฟ้า ABP1–3 บริเวณหลังคาโรงจอดรถ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569
    • ประยุกต์ใช้กับระบบสนับสนุนอื่น ๆ เช่น ระบบปั๊มน้ำสำหรับระบบดับเพลิง (Fire Pump) ของโรงไฟฟ้า ABP1-2
  • โครงการกระถางต้นไม้รีไซเคิลจากไส้กรองอากาศ นำไส้กรองอากาศในระบบกังหันก๊าซมาใช้เป็นกระถางต้นไม้ในการดูแลพื้นที่สีเขียวของโรงไฟฟ้า ABP1-2 และแจกจ่ายให้ชุมชน สามารถนำตัวกรองกลับมาใช้ได้รวมทั้งสิ้น 130 ชิ้น พร้อมส่งมอบกระถางต้นไม้ดังกล่าวให้แก่โรงเรียนในชุมชนโดยรอบ
  • โครงการ Green Cone ถังรักษ์โลกเพื่อเปลี่ยนเศษอาหารที่จะส่งไปกำจัดและขยะอินทรีย์อื่น ๆ ให้เป็นปุ๋ยหมัก
การจัดการของเสียที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ

การลดของเสียที่นำไปฝังกลบ เป็นผลจากการดำเนินโครงการ Zero Waste to Landfill ซึ่งเริ่มโครงการตั้งแต่ปี 2567 โดยกลุ่มโรงไฟฟ้า ABP และ ABPR โครงการนี้มุ่งส่งเสริมการจัดการของเสียอย่างยั่งยืน ด้วยการเปลี่ยนแนวทางการกำจัดไปสู่การนำของเสียบางประเภทไปใช้ประโยชน์อื่น เช่น การขายเพื่อนำไปรีไซเคิล หรือการนำไปแปรรูปเป็นเชื้อเพลิงผสม (Refuse-Derived Fuel: RDF) โดยในปี 2568 กลุ่มโรงไฟฟ้า ABP สามารถบรรลุเป้าหมาย Zero Waste to Landfill ได้สำเร็จต่อเนื่องเป็นปีที่ 2

การจัดการคุณภาพอากาศ

บี.กริม เพาเวอร์ ให้ความสำคัญต่อการควบคุมมลภาวะทางอากาศเพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดแนวทางและมาตรการบริหารจัดการคุณภาพอากาศอย่างเข้มงวด พร้อมดำเนินการตรวจประเมินและควบคุมคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมการตรวจวัดมลสารจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมทุกแห่ง ทั้งภายในพื้นที่โรงไฟฟ้าและบริเวณชุมชนโดยรอบที่อาจได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนปรับปรุงกระบวนการดำเนินงาน การซ่อมบำรุงเครื่องจักร และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และลดผลกระทบจากการปล่อยมลพิษทางอากาศต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ดำเนินการติดตั้งระบบหัวฉีดเผาไหม้แบบ Dry Low NOx (DLN) ซึ่งทำงานอัตโนมัติเพื่อควบคุมการเกิดก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ซึ่งเป็นมลพิษหลักของโครงการ พร้อมทั้งติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษทางอากาศจากปล่องแบบอัตโนมัติอย่างต่อเนื่อง (Continuous Emission Monitoring System: CEMS) โดยมีการสอบทานความแม่นยำของระบบเป็นประจำทุก 1–3 ปี รวมถึงการตรวจวัดแบบสุ่มบริเวณปล่องของหน่วยผลิตไอน้ำ (Heat Recovery Steam Generators: HRSG) เพื่อวัดค่าก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) ก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์ (SOx) ฝุ่น (Total Suspended Particulate: TSP) ก๊าซออกซิเจน (O₂) อุณหภูมิปลายปล่อง และอัตราการไหลของก๊าซ (Flue Gas Flow Rate) โดยอ้างอิงวิธีการตรวจสอบตามข้อกำหนดของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา (Environmental Protection Agency: US EPA) และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีการตรวจวัดคุณภาพอากาศในชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้าเป็นประจำทุก 6 เดือน เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

ผลการดำเนินงานปี 2568

โดยรวมพบว่ามีการปล่อยก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) และฝุ่นเพิ่มขึ้น จากปีก่อนหน้า โดยมีสาเหตุหลักมาจากมีการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ตามแผนบำรุงรักษาใหญ่ (Major Overhaul) ในโรงไฟฟ้า 2 แห่ง และเปลี่ยนหัวเผา (Burner) ใหม่ในโรงไฟฟ้า 1 แห่ง จึงต้องมีการปรับตั้งค่าระบบ (Mapping) ภายหลังการติดตั้งเพื่อให้เหมาะสมกับการควบคุมการเผาไหม้ ซึ่งทำให้ค่าการปล่อย NOx มีการปรับเปลี่ยนตามค่าอ้างอิงใหม่ของเครื่องจักร ส่งผลให้ปริมาณการปล่อย NOx รวมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับค่าฝุ่นรวมพบว่าสูงกว่าปีก่อนหน้า โดยคาดว่าได้รับอิทธิพลสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM) ในช่วงเวลาดังกล่าว ในขณะที่การปล่อยก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์ (SOx) ลดลงซึ่งมีปัจจัยหลักจากองค์ประกอบในก๊าซธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม บี.กริม เพาเวอร์ ได้ดำเนินมาตรการควบคุมและลดการปล่อยมลพิษทางอากาศอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การใช้ระบบหัวฉีดเผาไหม้แบบ Dry Low NOx (DLN) เพื่อควบคุมการเกิดก๊าซ NOx รวมถึงการปรับปรุงค่าควบคุมการเดินเครื่องกังหันก๊าซให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้เชื้อเพลิงและควบคุมปริมาณการปล่อยมลพิษทางอากาศให้อยู่ในระดับที่เป็นไปตามข้อกำหนดและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง

หน่วย 2565 2566 2567 2568
ก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน ( NOx) ตัน 3,045 2,650 2,790 2,806
ก๊าซออกไซด์ของซัลเฟอร์ (SOx) ตัน 94 59 49 43
ฝุ่น (Dust) ตัน 124 71 80 98

การสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมภายในองค์กร

บี.กริม เพาเวอร์ ส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกและฝึกอบรมให้แก่พนักงานและผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอทั้งภายในและนอกองค์กร เพื่อพัฒนาทักษะ ความรู้ความสามารถ และสร้างความตระหนักถึงผลกระทบและความเสี่ยงในด้านสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงาน

ผลการดำเนินงานปี 2568

จัดกิจกรรมให้ความรู้และฝึกอบรมพนักงานในด้านสิ่งแวดล้อมรวม 3,641 ชั่วโมง มุ่งเน้นหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานด้านสิ่งแวดล้อมของโรงไฟฟ้า ได้แก่ หลักสูตรการบริหารและการตรวจติดตามภายในแบบองค์รวมสำหรับ ISO 14001:2015 หลักสูตรผู้ปฏิบัติงานประจำระบบบำบัดมลพิษอากาศและของเสียอุตสาหกรรม และการขอการรับรองโรงงานอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Factory) นอกจากนี้ยังได้จัดกิจกรรมส่งเสริมความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยผ่านโครงการ/กิจกรรมต่าง ๆ ได้แก่

การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ การฝึกอบรม รวมถึงการสื่อสารองค์ความรู้

จากผู้เชี่ยวชาญจากภายในหรือภายนอกองค์กร ตามแผนการดำเนินงานของคณะทำงานด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรมให้ความรู้ในหัวข้อที่สำคัญ ได้แก่ Sustainability Reporting Based on GRI Standards: Environment and Occupational Health & Safety Aspects การอบรมคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization: CFO) ตามมาตรฐาน ISO14064 และ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (Carbon Footprint of Product: CFP) ตามมาตรฐาน ISO14067

การจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความรู้และความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมให้กับพนักงาน

ทั้งในด้านการลดการใช้พลังงาน น้ำ ของเสีย และมลพิษ เพื่อประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและหน้างาน อาทิ กิจกรรมประกวดแนวทางการลดขยะและการใช้น้ำดิบในโรงไฟฟ้า กิจกรรมร่วมใจลด/หยุดการใช้พลังงาน 1 ชั่วโมง ในช่วงพักกลางวัน รวมถึงการจัดทำสื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เพื่อสื่อสารให้พนักงานตระหนักถึงความสำคัญ และผลกระทบถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยเป็นประจำ นอกจากนี้ในทุก ๆ ปี ที่กลุ่มโรงไฟฟ้า ABP และ ABPR จัดกิจกรรม "เดือนแห่งการปลูกฝังพฤติกรรมและสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์พลังงาน" (SHERO project) มุ่งเน้นกิจกรรมและการสร้างความตระหนักจากการปฏิบัติงานที่หน้างานจริง อาทิ การแข่งขันชิงรางวัลสำหรับพนักงานที่แสดงถึงการมีพฤติกรรมที่ดีในด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย

รายงานการวิเคราะห์
ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)

บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 1 จำกัด บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 2 จำกัด บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 3 จำกัด บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 4 จำกัด บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ 5 จำกัด บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ระยอง) 1 จำกัด บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ระยอง) 2 จำกัด บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ระยอง) 3 จำกัด บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ระยอง) 4 จำกัด บริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ระยอง) 5 จำกัด บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (แหลมฉบัง) 1 จำกัด บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (แหลมฉบัง) 2 จำกัด บริษัท บี.กริม บีไอพี เพาเวอร์ 1 จำกัด บริษัท บี.กริม บีไอพี เพาเวอร์ 2 จำกัด บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (เอไออี-เอ็มทีพี) จำกัด บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (อ่างทอง) 1 จำกัด บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (อ่างทอง) 2 จำกัด บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (อ่างทอง) 3 จำกัด