โอกาสและความท้าทาย
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของอุตสาหกรรมไฟฟ้านับเป็นความทั้งความท้าทายและโอกาสด้านความหลากหลายทางชีวภาพ แม้เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และระบบกักเก็บพลังงาน จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนเป้าหมาบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่การพัฒนาโครงการที่ต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่อาจก่อให้เกิดความท้าทายด้านการใช้ที่ดิน เช่น การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต และความเครียดด้านทรัพยากรน้ำ เป็นต้น รวมถึงผลกระทบจากการจัดหาวัตถุดิบสำคัญ เช่น การทำเหมืองแร่ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ในขณะเดียวกันการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้อุตสากรรมไฟฟ้าสามารถยกระดับแนวทางการพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศมากขึ้น ผ่านการวางแผนใช้พื้นที่อย่างรอบคอบ การหลีกเลี่ยงและลดผลกระทบต่อพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางนิเวศ การฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนการประยุกต์ใช้แนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อลดการใช้ทรัพยากรและของเสีย ซึ่งช่วยให้เราสามารถสร้างสมดุลระหว่างความมั่งคงทางพลังงานและการรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่โลกต้องพึ่งพาในระยะยาว
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน
| ปี 2568 | ปี 2569 - 2573 | ||
|---|---|---|---|
| ผลการดำเนินงาน | เป้าหมาย | เป้าหมาย | |
| โครงการที่ได้รับการประเมินผลกระทบด้านความหลากหลาย ทางชีวภาพ1 ทุก 5 ปี (ต่อโครงการทั้งหมด) |
100% | 100% | 100% |
| โครงการที่มีการจัดทำและดำเนินการตามแผนบริหารจัดการ ความหลากหลายทางชีวภาพ (ต่อโครงการที่อาจมีผลกระทบ) |
100% | 100% | 100% |
| โครงการที่ตั้งอยู่ในพื้นที่คุ้มครองตามนิยามของ IUCN2 | 0 | 0 | 0 |
| ความร่วมมือกับองค์กรภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ |
|
โครงการขยายพื้นที่โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง (Save The Tigers) ไปสู่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี | ขยายความร่วมมือกับองค์กรภายนอกอย่างต่อเนื่อง |
1 โดยการทบทวนการใช้ประโยชน์พื้นที่และประเมินผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
2 ครอบคลุมพื้นที่ถิ่นที่อยู่อาศัยที่สำคัญของสัตว์ป่า พื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย พื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่มรดกโลก และพื้นที่ที่ได้รับการปกป้องภายใต้พื้นที่คุ้มครองตามนิยามขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) Category I-IV
การบริหารจัดการและกลยุทธ์
ความมุ่งมั่นของเรา
บี.กริม เพาเวอร์ ให้ความสำคัญต่อการปกป้องและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงาน โดยครอบคลุมทั้งการจัดการและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์และพืช รวมถึงการดูแลแหล่งน้ำ พื้นที่ป่า และความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ เรามุ่งมั่นดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งติดตาม ตรวจสอบ และดำเนินมาตรการฟื้นฟูหรือชดเชยเมื่อเกิดผลกระทบ นอกจากนี้ ยังสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรภายนอกเพื่อเสริมผลกระทบเชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพและหลีกเลี่ยงการสร้างผลกระทบเชิงลบต่อพื้นที่ป่า ในบริบทของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เราตระหนักว่าการพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานต้องดำเนินไปอย่างสมดุล โดยคำนึงถึงการใช้พื้นที่และการรักษาระบบนิเวศ เราจึงผสานแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้การดำเนินงานด้านพลังงานสะอาดไม่เพียงลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชนอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ เรามุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างสมดุลระหว่างการผลิตพลังงานสะอาดและการรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ โดยในปี 2565 เราได้ประกาศ พันธสัญญาด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งได้รับการรับรองโดยคณะกรรมการบริษัท ครอบคลุมถึงบริษัทย่อยและบริษัทร่วมทั้งหมด รวมถึงคู่ค้าลำดับที่ 1 คู่ค้าลำดับถัดไป และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างคุณค่าและผลประโยชน์ร่วมกัน เราได้สื่อสารความคาดหวังให้ทุกฝ่ายนำแนวทางนี้ไปประยุกต์ใช้กับองค์กรของตน มีเนื้อหาสรุปดังนี้

มุ่งมั่นในการสร้างผลกระทบเชิงบวก (Net Positive Impact: NPI) ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
อย่างต่อเนื่องผ่านการลงทุนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ และความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ
มุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจโดยปราศจากผลกระทบต่อพื้นที่ป่าไม้สุทธิ (No Net Deforestation)
โดยดำเนินการฟื้นฟูหรือปลูกป่าเพื่อชดเชยการสูญเสียป่าไม้จากการดำเนินธุรกิจ
มุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจโดยหลีกเลี่ยงกิจกรรมการดำเนินงานในพื้นที่ถิ่นที่อยู่อาศัยที่สำคัญของสัตว์ป่า พื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
พื้นที่บริเวณใกล้เคียงกับพื้นที่มรดกโลก และพื้นที่ที่ได้รับการปกป้องภายใต้พื้นที่คุ้มครองตามนิยามขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) Category I-IV
โครงสร้างการกำกับดูแล
บี.กริม เพาเวอร์ วางโครงสร้างการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรป่าไม้ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามความมุ่งมั่น สอดคล้องกับกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงมีการติดตามผลการดำเนินการด้านความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรป่าไม้อย่างครอบคลุม โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลักในการกำกับดูแล ดังนี้
คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืน
ทำหน้าที่ให้ความเห็นเชิงกลยุทธ์ต่อประเด็นด้านความยั่งยืนขององค์กร รวมถึงการให้ข้อเสนอแนะต่อร่างพันธสัญญาด้านการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทแล้ว คณะกรรมการยังมีบทบาทในการพิจารณาความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการกำหนดทิศทางและแนวทางดำเนินงานที่สอดคล้องกับหลักการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) และรายงานผลการติดตามต่อคณะกรรมการบริษัทอย่างต่อเนื่อง
คณะทำงานด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม
ประกอบด้วยตัวแทนผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับวิชาชีพจากทั้งสำนักงานกรุงเทพฯ และโรงไฟฟ้า โดยดำเนินการร่วมกับฝ่ายปฏิบัติการของโรงไฟฟ้าในการกำกับดูแล ติดตามการปฏิบัติตามมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ รวมถึงเฝ้าระวังความเสี่ยงและผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพที่อาจเกิดขึ้นจากโครงการที่เปิดดำเนินการแล้ว รายงานผลการปฏิบัติงานต่อคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการและความยั่งยืน
ฝ่ายอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมส่วนกลาง
ทำหน้าที่กำหนดแนวทางการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบ รวมถึงแนวปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรป่าไม้จากการดำเนินโครงการทั้งระหว่างการพัฒนาและเปิดดำเนินการแล้ว โดยใช้องค์ความรู้ของหน่วยงานหรือผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการอ้างอิงฐานข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพในระดับประเทศและสากล และสื่อสารให้ผู้รับผิดชอบโครงการและผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบและปฏิบัติตาม รวมถึงร่วมกับผู้รับผิดชอบโครงการในการประเมินผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา หากพบความเสี่ยงต่อความหลากหลายทางชีวภาพ จะมีการจัดทำแผนปฏิบัติงานที่เหมาะสม พร้อมทั้งติดตามผลการดำเนินงานตามแผนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ฝ่ายอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมส่วนกลาง ขึ้นตรงต่อผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสสายงานความยั่งยืนขององค์กร ซึ่งรายงานตรงต่อประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม
ฝ่ายธุรกิจเพื่อสังคม และฝ่ายกิจกรรมเพื่อสังคม
ร่วมกับฝ่ายอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมส่วนกลาง พัฒนาโครงการความร่วมมือด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่มีความสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อความหลากหลายทางชีวภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้มีส่วนได้เสียรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าและในระดับประเทศ รวมถึงสื่อสารนโยบาย แนวทางการปฏิบัติงาน ข้อมูลโครงการด้านความหลากหลายทางชีวภาพให้กับผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือและสร้างความตระหนักให้แก่พนักงาน ผู้รับเหมา คู่ค้า และหน่วยงานกำกับดูแล
กลยุทธ์
มุ่งมั่นในการสร้างผลกระทบเชิงบวกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และดำเนินธุรกิจโดยปราศจากผลกระทบต่อพื้นที่ป่าไม้สุทธิ
การประเมินความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจจากประเด็นที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
การพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติและผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจต่อธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินความเสี่ยงและโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ โดย บี.กริม เพาเวอร์ อ้างอิงกรอบแนวทางของ Taskforce on Nature-related Financial Disclosures (TNFD) เพื่อใช้ในการระบุ ประเมิน และบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน ผลประกอบการ และความยั่งยืนในระยะยาว บี.กริม เพาเวอร์ ได้นำแนวทาง LEAP (Locate, Evaluate, Assess, Prepare) ซึ่งเป็นแนวทางที่ TNFD แนะนำ มาใช้เป็นกรอบการประเมินประเด็นด้านธรรมชาติอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าขององค์กรเพื่อให้สามารถระบุพื้นที่ความเสี่ยง ประเมินระดับผลกระทบ และกำหนดมาตรการบริหารจัดการที่เหมาะสม การประยุกต์ใช้กรอบดังกล่าวในการรายงานช่วยเพิ่มความโปร่งใสและทำให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถเห็นภาพรวมของความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งเข้าใจแนวทางและมาตรการที่เราใช้ในการบริหารจัดการประเด็นดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. การระบุประเด็นการพึ่งพิงและผลกระทบต่อธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญ
- ระบุประเด็นการพึ่งพิงธรรมชาติและผลกระทบต่อธรรมชาติจากการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ พลังงานลม พลังน้ำ และพลังงานแสงอาทิตย์ โดยอ้างอิงข้อมูลจากแพลตฟอร์ม
Exploring Natural Capital Opportunities, Risks and Exposure (ENCORE) - คัดกรองประเด็นการพึ่งพิงและผลกระทบต่อธรรมชาติที่สำคัญสำหรับธุรกิจของเรา โดยอ้างอิงจากความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องในองค์กร ผู้บริหาร และผู้เชี่ยวชาญภายนอก
โดยมีประเด็นที่สำคัญ ดังนี้
การพึ่งพิงธรรมชาติ
การควบคุมสภาพภูมิอากาศ
น้ำผิวดิน
การป้องกันน้ำท่วมและพายุ
ผลกระทบต่อธรรมชาติ
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก
มลพิษทางน้ำ
2. การระบุประเด็นความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพในระดับธุรกิจ
- ระบุความเสี่ยงและโอกาสที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพ จากประเด็นสำคัญด้านการพึ่งพิงและผลกระทบต่อธรรมชาติตามขั้นตอนที่ 1 ผนวกรวมกับการประเมินความเสี่ยงระดับองค์กร (Enterprise Risks Management: ERM) ดังนี้
| ความเสี่ยงทางกายภาพ | ||
|---|---|---|
| ความเสี่ยง | การพึ่งพิงและผลกระทบต่อธรรมชาติ | มาตรการลดความเสี่ยงระดับองค์กร |
| ภัยพิบัติ ได้แก่ น้ำท่วม ไต้ฝุ่น และดินถล่ม |
|
|
| การขาดแคลนน้ำในพื้นที่ความเครียดน้ำสูง |
|
|
| การสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยและความหลากหลายทางชีวภาพ |
|
|
| ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน | ||
|---|---|---|
| ความเสี่ยง | การพึ่งพิงและผลกระทบต่อธรรมชาติ | มาตรการลดความเสี่ยงระดับองค์กร |
| ด้านชื่อเสียงองค์กร |
|
|
| ด้านนโยบายและกฎหมาย |
|
|
- ในส่วนของโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพระบุได้ดังนี้ ได้แก่ การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร การขยายสู่ธุรกิจที่มีผลกระทบต่อธรรมชาติน้อย การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจระดับโลกที่ให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ สิทธิประโยชน์ทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน เช่น การออกตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond) หรือการได้รับเงินกู้สีเขียว (Green Loan) รวมถึงการได้รับการสนับสนุนจากชุมชนในการดำเนินธุรกิจ (Social License to Operate) เป็นต้น
3. การระบุพื้นที่โครงการที่มีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ
- พื้นที่โครงการที่มีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติสูง เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสสร้างผลกระทบต่อธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมีนัยสำคัญ มีเกณฑ์พิจารณา ดังนี้
- ความสำคัญและระดับความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ธรรมชาติใกล้โครงการ อ้างอิงฐานข้อมูลพื้นที่คุ้มครองทางธรรมชาติและบัญชีแดงขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (International Union for Conservation of Nature's Red List of Threatened Species: IUCN Red List) เพื่อระบุประเภทของพื้นที่คุ้มครอง ชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ที่ถูกคุกคามในพื้นที่ และระยะห่างจากโครงการ
- การขาดแคลนน้ำในพื้นที่โครงการ อ้างอิงจากแผนที่ความเสี่ยงด้านน้ำ AQUEDUCT Water Risk Atlas ของ World Resource Institute
- ผลกระทบต่อการเข้าถึงธรรมชาติของชนเผ่าและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
- โครงการที่มีความเชื่อมโยงกับธรรมชาติในระดับสูง จะต้องจัดทำและปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan: BAP) สอดคล้องกับหลักการบรรเทาผลกระทบตามลำดับชั้น เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการไม่ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมีนัยสำคัญ
4. การดำเนินงานเพื่อป้องกันผลกระทบต่อธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพตามหลักการบรรเทาผลกระทบตามลำดับชั้น (Mitigation Hierarchy)
| การหลีกเลี่ยง(Avoid) |
|
|---|---|
| การลดผลกระทบ (Minimise) |
|
| การฟื้นฟู และการฟื้นคืนระบบนิเวศ (Restore and Regenerate) |
มุ่งเน้นการฟื้นฟู (Restore) และการฟื้นคืนระบบนิเวศ (Regenerate) รวมถึงการชดเชยผลกระทบที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือฟื้นฟูได้ (Offset) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อระบบนิเวศในระยะยาว
|
| การปฏิรูป (Transform) |
|
ผลการดำเนินงานปี 2568
1 บัญชีรายชื่อ The IUCN Red List of Threatened Species เป็นฐานข้อมูลสากลสำหรับการประเมินสถานะการอนุรักษ์ของชนิดพันธุ์ จัดทำโดยสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN)
2โครงการที่ดำเนินการทั้งหมด 47 โครงการ ได้รับการทบทวนการใช้ประโยชน์พื้นที่และความหลากหลายทางชีวภาพทุก 5 ปี โดยกำหนดและดำเนินการตามแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพสำหรับโครงการที่เข้าข่ายมีความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งปลูกป่าชดเชยสำหรับโครงการที่มีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าไม้
3กำหนดแผนและดำเนินการฟื้นฟูด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan) สำหรับโครงการที่เข้าข่ายมีความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งปลูกป่าชดเชยเพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่เคยอยู่ในพื้นที่ก่อนก่อสร้างสำหรับโครงการที่มีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าไม้
4จำนวนต้นไม้ที่ปลูกทั้งหมดตั้งแต่ปี 2551–2568 ไม่รวมการปลูกป่าจากบริษัทอื่น ใน บี.กริม กรุ๊ป
ผลการประเมินผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพและพื้นที่ป่าไม้
ในปี 2568 เรามีโครงการทั้งหมด 47 โครงการ ครอบคลุมพื้นที่รวม 1,072.1 เฮกตาร์ (10.7 ตร.กม.) แต่ไม่รวมโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาและธุรกิจจัดหาและค้าส่งก๊าซธรรมชาติ ซึ่งไม่ได้ใช้พื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ โดยทุกโครงการได้รับการทบทวนการใช้ประโยชน์พื้นที่และความหลากหลายทางชีวภาพภายในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ไม่พบการเปลี่ยนแปลงของลักษณะการใช้ประโยชน์พื้นที่และผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ จากการประเมินพบว่ามีโครงการที่เข้าข่ายมีความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ 3 โครงการ เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทย คิดเป็นพื้นที่รวม 24.3 เฮกตาร์ (0.2 ตร.กม.) หรือร้อยละ 2.3 ของพื้นที่โครงการทั้งหมด นอกจากนี้ ยังพบว่ามีโครงการที่มีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าไม้ 3 โครงการ เป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำใน สปป.ลาว รวมพื้นที่ 3.4 เฮกตาร์ (0.03 ตร.กม.) หรือร้อยละ 0.3 ของพื้นที่โครงการทั้งหมด จึงมีการกำหนดแผนและดำเนินการฟื้นฟูด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan) สำหรับทุกโครงการที่มีความเสี่ยง รวมทั้งปลูกป่าชดเชยเพื่อให้เหมาะสมกับการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่เคยอยู่ในพื้นที่ก่อนก่อสร้างสำหรับโครงการที่มีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าไม้ด้วย ทั้งนี้ ไม่มีโครงการใดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย หรือใกล้เคียงกับพื้นที่มรดกโลก และพื้นที่ที่ได้รับการปกป้องภายใต้พื้นที่คุ้มครองตามนิยามขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ประเภทที่ I-IV
ผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติ
จากการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ พบว่าโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 3 โครงการ ในเขตลาดกระบังและหนองจอก จังหวัดกรุงเทพมหานคร และอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ตั้งอยู่ในพื้นที่อพยพที่สำคัญสำหรับนกและสัตว์บางชนิด (Important Bird and Biodiversity Area: IBA) ตามฐานข้อมูลสากลว่าด้วยพื้นที่คุ้มครอง (World Database on Protected Areas: WDPA)
เราจึงดำเนินการศึกษาความหลากหลายของชนิดพันธุ์และพฤติกรรมการดำรงชีวิตของนกในพื้นที่โครงการและพื้นที่โดยรอบ เพื่อประเมินความเสี่ยงและกำหนดมาตรการบริหารจัดการที่เหมาะสม พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan: BAP) เพื่อหลีกเลี่ยงและลดผลกระทบเชิงลบต่อพื้นที่ IBA รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานตามหลักการ No Net Loss ของความหลากหลายทางชีวภาพ โดยกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานในพื้นที่สำคัญ ดังนี้
- รักษาความสมบูรณ์ของพื้นที่ IBA โดยไม่ให้เกิดการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยของนกอพยพ และดำเนินการติดตามอย่างต่อเนื่อง
- ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวรอบโครงการไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 พร้อมปลูกพันธุ์ไม้ท้องถิ่นเพื่อสร้างแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยสำหรับนก
- จัดทำรายงานผลการติดตามความหลากหลายทางชีวภาพและเผยแพร่ต่อสาธารณะ
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว เราได้ดำเนินมาตรการตามแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมุ่งเน้นการหลีกเลี่ยง ลดผลกระทบ และติดตามสถานะของระบบนิเวศต่อเนื่อง ได้แก่
- หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชที่มีการตกค้างในสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลกระทบต่อนกและสัตว์ป่าในพื้นที่โครงการ
- ดูแลรักษาพืชพรรณให้เหมาะสมกับการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนก กรณีที่ต้องตัดหญ้า ให้ตัดในระดับความสูงที่รับได้โดยไม่ให้ถึงพื้นดิน
- ฟื้นฟูพื้นที่โดยปลูกพืชท้องถิ่นที่โตเร็วในพื้นที่โล่งภายในโครงการ เช่น หญ้าสูง กลุ่มต้นกก เป็นต้น
- ปรับปรุงถนนทางเข้าและริมรั้วโครงการเพื่อรักษาแหล่งที่อยู่อาศัยให้เหมาะกับนก และส่งเสริมการปลูกพืชในพื้นที่สาธารณะใกล้เคียงร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น
- บันทึกข้อมูลนกและสัตว์ป่าอื่น ๆ ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในพื้นที่โครงการ เพื่อปรับปรุงมาตรการบรรเทาผลกระทบต่อทรัพยากรชีวภาพ
- จัดประเมินความหลากหลายทางชีวภาพของนกและความอุดมสมบูรณ์ของชนิดพันธุ์ทั้งภายในพื้นที่โครงการและพื้นที่โดยรอบ โดยผู้เชี่ยวชาญภายนอก
แนวทางดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ บี.กริม เพาเวอร์ ในการดำเนินธุรกิจพลังงานสะอาดควบคู่กับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยให้ความสำคัญกับการปกป้องถิ่นที่อยู่อาศัยของชนิดพันธุ์สำคัญ การฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่โครงการ และการติดตามผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อธรรมชาติและชุมชนอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ผลการศึกษาสำรวจจำนวนชนิดพันธุ์นกในระยะดำเนินการในรอบ 6 ปี
บี.กริม เพาเวอร์ ได้สำรวจความหลากหลายของชนิดพันธุ์นกในพื้นที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อย่างต่อเนื่อง ทั้งช่วงก่อนและระหว่างดำเนินโครงการ โดยครอบคลุมช่วงก่อสร้าง (ธันวาคม 2561 – กุมภาพันธ์ 2562) ช่วงดำเนินการ ได้แก่ ธันวาคม 2564 – กุมภาพันธ์ 2565 และการสำรวจล่าสุดในช่วงพฤศจิกายน 2567 – กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อประเมินแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
ผลการสำรวจล่าสุดในปี 2568 สะท้อนผลการดำเนินงานต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลากว่า 6 ปี พบว่าสภาพแวดล้อมภายในพื้นที่โครงการได้รับการฟื้นฟูในลักษณะที่ไม่กระทบต่อการใช้ประโยชน์ของนก ส่งผลให้พบจำนวนและชนิดพันธุ์นกเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงก่อสร้าง นอกจากนี้ รูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินในรัศมี 1 กิโลเมตรรอบพื้นที่โครงการยังเอื้อต่อการเป็นแหล่งอาศัยของนกหลากหลายกลุ่ม ทั้งนกน้ำ นกพุ่ม นกทุ่งหญ้า นกป่า และนกเมืองบางชนิด ซึ่งสะท้อนว่าผลกระทบจากการดำเนินโครงการต่อความหลากหลายทางชีวภาพอยู่ในระดับต่ำมาก
การสำรวจในปี 2568 ยังพบความเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการในปี 2562 ที่ตรวจพบสายพันธุ์นกซึ่งมีสถานะ ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งในระดับโลก (Critically Endangered: CR) ตามบัญชี IUCN Red List1 ได้แก่ นกจาบปีกอ่อนอกเหลือง (Emberiza aureola) การค้นพบดังกล่าวสะท้อนการบริหารจัดการพื้นที่โครงการที่คำนึงถึงระบบนิเวศ การหลีกเลี่ยงและลดผลกระทบต่อถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า รวมถึงการติดตามความหลากหลายทางชีวภาพด้วยหลักวิทยาศาสตร์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจของทีมงานและเป็นแรงผลักดันสำคัญในการบูรณาการประเด็นด้านธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพเข้า กับการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบในระยะยาว นอกจากนี้ เมื่อเปรียบเทียบผลการสำรวจในปี 2562 ปี 2565 และปี 2568 พบว่าสายพันธุ์นกที่จัดอยู่ในสถานะใกล้ถูกคุกคาม (Near Threatened: NT) มีปรากฏสลับหมุนเวียนกันในพื้นที่สำรวจในแต่ละปี ได้แก่ นกกระทุง (Pelecanus philippensis) นกกระจาบทอง (Ploceus hypoxanthus) นกอ้ายงั่ว (Anhinga melanogaster) และนกสติ๊นท์คอแดง (Calidris ruficollis) ซึ่งสะท้อนถึงพลวัตของระบบนิเวศและความเหมาะสมของพื้นที่ในการเป็นถิ่นอาศัยของนกหลากหลายชนิด ผลการศึกษาดังกล่าวยืนยันว่าการดำเนินโครงการพลังงานสะอาดของ บี.กริม เพาเวอร์ สามารถดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศได้อย่างเหมาะสม

นกจาบปีกอ่อนอกเหลือง (Emberiza aureola)

นกกระจาบทอง (Ploceus hypoxanthus)

นกกระทุง (Pelecanus philippensis)
1สถานภาพการอนุรักษ์ตามบัญชีแดงของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (The IUCN Red List of Threatened Species) สถานะของชนิดพันธุ์สิ่งมีชีวิตในระดับโลก แบ่งออกเป็นหลายระดับตามความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ดังนี้ CR (Critically endangered) หมายถึง ใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่งในระดับโลก, EN (Endangered) หมายถึง ใกล้สูญพันธุ์ในระดับโลก, VU (Vulnerable) หมายถึง มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ในระดับโลก, NT (Near-threatened) หมายถึง ใกล้ถูกคุกคามในระดับโลก, และ LC (Least concern) หมายถึง เป็นกังวลน้อยที่สุด ยังไม่ถูกคุกคาม และพบเห็นได้ทั่วไป
ผลการดำเนินงานด้านการดูแลทรัพยากรป่าไม้

บี.กริม เพาเวอร์ ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมป่าไม้ สำนักงานนิคมอุตสาหกรรม และองค์กรท้องถิ่น เป็นต้น ดำเนินโครงการปลูกป่าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 โดยตระหนักถึงความสำคัญของการฟื้นฟูพื้นที่ป่าที่เสื่อมโทรมและลดลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม เรามุ่งมั่นขยายพื้นที่ป่าเพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์และสมดุลทางธรรมชาติ เพิ่มแหล่งที่อยู่อาศัยและการขยายพันธุ์ของสัตว์ เพิ่มการดูดซับก๊าซเรือนกระจก และต่อยอดพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านระบบนิเวศวิทยา เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่ชุมชนและสังคมโดยรอบ
ในปี 2568 เราได้ดำเนินโครงการปลูกต้นไม้รวมทั้งสิ้น 99,888 ต้น ครอบคลุมพื้นที่สะสมในประเทศไทยจำนวน 15.1 เฮกตาร์ และใน สปป.ลาว กว่า 60.2 เฮกตาร์ ผ่านกิจกรรมและความร่วมมือที่หลากหลายเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ เพิ่มพื้นที่สีเขียว และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม สำหรับโครงการในประเทศไทย ประกอบด้วย กิจกรรมโอบอ้อมโลกด้วยบลูคาร์บอน โครงการพลิกฟื้นผืนป่าด้วยพระบารมี (วันแม่แห่งชาติ) โครงการส่งเสริมอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กิจกรรม “ลดเมืองร้อนด้วยมือเรา” โครงการรณรงค์ลดโลกร้อน กิจกรรม “ปลูกต้นไม้เพิ่มพื้นที่สีเขียว” โครงการจิตอาสาอนุรักษ์ป่าชายเลน โครงการ “ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี” และโครงการ “เพิ่มพื้นที่สีเขียวและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (ปลูกป่าชุมชน)”
ขณะเดียวกัน บี.กริม เพาเวอร์ ได้ดำเนินโครงการปลูกป่าและฟื้นฟูพื้นที่ใน สปป.ลาว ครอบคลุมพื้นที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ได้แก่ เซนำน้อยและเซกะตำ (XXHP) และน้ำแจ 1 (Nam Che 1) ความพยายามดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นขององค์กร ในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ขยายพื้นที่สีเขียว และมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในประเทศไทยและในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ผลการดำเนินงานด้านความร่วมมือกับองค์กรภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
บี.กริม เพาเวอร์ มุ่งส่งเสริมความร่วมมือกับองค์กรภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เราสนับสนุนให้พันธมิตรดำเนินงานตามหลักการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างยั่งยืน ร่วมขับเคลื่อนการกำหนดนโยบายด้านความหลากหลายทางชีวภาพกับหน่วยงานภาครัฐ ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อความร่วมมือในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ นอกจากนี้ เรายังสนับสนุนกิจกรรมสร้างความรู้และความเข้าใจด้านความหลากหลายทางชีวภาพแก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
- บี.กริม เพาเวอร์ ร่วมกับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และ Freeland Foundation ขยายพื้นที่ดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูประชากรเสือโคร่ง (Save The Tigers) สู่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีพื้นที่ติดชายแดนประเทศเมียนมายาวกว่า 150 กิโลเมตร โดยมุ่งเสริมศักยภาพของเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า พัฒนาระบบติดตามและเฝ้าระวังประชากรเสือโคร่ง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น เพื่อเพิ่มจำนวนและความอยู่รอดของเสือโคร่งและสัตว์ป่าในระยะยาว ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ โดย บี.กริม เพาเวอร์ ร่วมกับมูลนิธิอมตะ กรมอุทยานแห่งชาติฯ และ Global Parks สหรัฐอเมริกา ดำเนินโครงการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการอุทยานแห่งชาติ (Competency Development Program for Park Management) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่จากอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทั่วประเทศ ผ่านการฝึกอบรมแล้วกว่า 390 คน สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในการยกระดับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค และสนับสนุนการฟื้นฟูระบบนิเวศป่าอย่างยั่งยืน
- เข้าร่วมนิทรรศการและออกบูธการประชุมวิชาการ International Conference on Biodiversity 2025 (IBD 2025) ภายใต้หัวข้อ “Biodiversity and Humanity in Global Crisis”