โอกาสและความท้าทาย

การสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในอนาคต เพราะการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ กังหันลม และแบตเตอรี่ต้องใช้วัตถุดิบสำคัญ เช่น ลิเทียม โคบอลต์ นิกเกิล และแร่หายาก อื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในไม่กี่ประเทศทำให้เกิดความเสี่ยงด้านราคาผันผวน (Price Volatility Risk) ข้อพิพาททางการค้า (Trade Disputes) และการจำกัดการส่งออก (Export Restrictions) เช่น การระบาดของโควิด-19 อาจส่งผลทางอ้อมให้ราคาลิเทียมสูงขึ้นในปี 2566 เป็นต้น ซึ่งความเสี่ยงดังกล่าวสะท้อนถึงความเปราะบางอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ความท้าทายสำคัญคือการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มั่นคงเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบใหม่ต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ขณะเดียวกันการพึ่งพาวัตถุดิบจากประเทศที่มีทรัพยากรจำกัดยังเป็นความเสี่ยงที่ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจและความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ยังมีโอกาสจากการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแรง เช่น การผลิตและแปรรูปในประเทศเพื่อสร้างงาน การรีไซเคิล และการใช้แนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อลดแรงกดดันต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น โดยการขับเคลื่อนดังกล่าวต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศและนโยบายที่ชัดเจน อาทิ การอาศัยความร่วมมือด้านแร่ธาตุสำคัญ กฎหมายและมาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน และมาตรฐานด้านความโปร่งใส สิทธิแรงงาน และการปกป้องสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน โดยไม่สร้างผลกระทบหรือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างใหม่ต่อธรรมชาติและสังคม

เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

  ปี 2568
  ผลการดำเนินงาน เป้าหมาย
คู่ค้าลำดับที่ 1 รับทราบจรรยาบรรณและแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้า (ร้อยละของคู่ค้าลำดับที่ 11) 100 % 100 %
ตรวจประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) (ร้อยละของคู่ค้าที่สำคัญ2) 100 % 100 %
ตรวจประเมินการดำเนินงานด้านความยั่งยืนเชิงลึกกับคู่ค้าที่มีนัยสำคัญ2 และวางแผนงานในการปรับปรุงปัญหาด้าน ESG ร่วมกัน
(ร้อยละของคู่ค้าที่มีนัยสำคัญ)
100 % 100 %

1 ครอบคลุมคู่ค้าลำดับที่ 1 จากการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย หรือคิดเป็นร้อยละ 91.1 ของรายได้รวม

2 บี.กริม เพาเวอร์ จำแนกคู่ค้าตามระดับความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจและความเสี่ยงด้าน ESG ดังนี้

  1. คู่ค้าลำดับที่ 1 (Tier 1 Suppliers) คู่ค้าที่มีความสัมพันธ์ทางสัญญา และจัดส่งสินค้า วัตถุดิบ อุปกรณ์ หรือบริการให้แก่องค์กรโดยตรง
  2. คู่ค้าลำดับถัดไป (Non-tier 1 Suppliers) คู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานลำดับที่ 2 เป็นต้นไป (Tier 2+) ซึ่งไม่ได้ทำสัญญากับองค์กรโดยตรง
  3. คู่ค้าที่สำคัญ (Critical Suppliers) คู่ค้าทั้งในระดับคู่ค้าลำดับที่ 1 และคู่ค้าลำดับถัดไป ที่มีบทบาทสำคัญต่อความต่อเนื่องและประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจขององค์กร โดยเข้าเกณฑ์อย่างน้อยหนึ่งข้อดังต่อไปนี้ 3.1) มีมูลค่าการจัดซื้อสูง หรือมีการจัดซื้ออย่างต่อเนื่อง 3.2) จัดหาสินค้า ส่วนประกอบ หรือบริการที่มีความจำเป็นต่อการดำเนินธุรกิจหรือการผลิตไฟฟ้า และ 3.3) ไม่สามารถทดแทนได้ในระยะสั้น หรือจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการจัดหาคู่ค้าทดแทน
  4. คู่ค้าที่มีนัยสำคัญ (Significant Suppliers) คู่ค้าที่สำคัญ ที่มีผลการประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) อยู่ในระดับปานกลางและระดับสูง ซึ่งจะต้องได้รับการตรวจประเมินผลการปฏิบัติงานด้าน ESG อย่างต่อเนื่องทุกปี

การบริหารจัดการและกลยุทธ์

นโยบายและความมุ่งมั่น

บี.กริม เพาเวอร์ บี.กริม เพาเวอร์ กำหนดจรรยาบรรณและแนวทางการปฏิบัติด้านความยั่งยืนสำหรับคู่ค้า โดยเชื่อมโยงกับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อส่งเสริมให้คู่ค้าดำเนินธุรกิจอย่างสอดคล้องกับหลักจริยธรรมทางธุรกิจและแนวทางความยั่งยืนขององค์กร ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ การปฏิบัติด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัยและอาชีวอนามัย การจัดการคุณภาพ และความปลอดภัย ตลอดจนการคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระดับที่สูงกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำตามกฎหมาย

จรรยาบรรณและแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้า

ด้านสิ่งแวดล้อม
  • การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม
  • การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • สารเคมีและวัตถุอันตราย
  • การจัดการของเสียและควบคุมมลพิษ
  • ก๊าซเรือนกระจก
ด้านสังคม
  • ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อม
    ในการทำงาน
  • การป้องกันและตอบสนองต่อภาวะฉุกเฉิน
  • สิทธิมนุษยชน
  • การปฏิบัติต่อลูกจ้าง
  • การมีส่วนร่วมต่อชุมชนและสังคม
  • เสรีภาพในการรวมเป็นสมาคม สหภาพ สหพันธ์ และการเจรจาต่อรอง
ด้านจริยธรรมทางธุรกิจ
  • การปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
  • จริยธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ
  • การต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน
  • การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาและการเก็บรักษาความลับ
  • ความขัดแย้งทางผลประโยชน์
  • มาตรฐานด้านคุณภาพ
โครงสร้างการกำกับดูแล

บี.กริม เพาเวอร์ กำหนดโครงสร้างการกำกับดูแลด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน ดังนี้

1. การจัดหาวัตถุดิบหลักในการผลิตไฟฟ้าตามสัญญาระยะยาว ได้แก่ การจัดหาก๊าซธรรมชาติและน้ำ กำกับดูแลโดยโรงไฟฟ้าแต่ละโรง โดยตรวจสอบคุณภาพและปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติของโรงไฟฟ้า และตรวจสอบที่มา คุณภาพน้ำของแหล่งน้ำ รวมถึงการบำบัดน้ำทิ้งที่ได้รับจากโรงไฟฟ้าให้ได้คุณภาพตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อกำหนดโครงสร้างและระยะเวลาของสัญญาให้สอดคล้องกับการเดินเครื่องของโรงไฟฟ้า โดยฝ่ายกฎหมายจะตรวจสอบรายละเอียดของสัญญาและเงื่อนไขต่าง ๆ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมาย ทั้งนี้ ข้อมูลจากระบบตรวจสอบแบบเรียลไทม์ถูกนำมาใช้ในการบริหารและปรับปรุงสัญญาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งมีการประชุมทบทวนเงื่อนไขและการส่งมอบร่วมกับคู่ค้าอย่างสม่ำเสมอ

2. การจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการทั่วไป โดยมีกระบวนการดำเนินงานอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีประสิทธิภาพ ได้แก่ การกำหนดวิธีการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีตกลงราคา วิธีสอบราคา วิธีประกวดราคา กรณีการจัดซื้อจัดจ้างมูลค่าสูงต้องผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างแต่งตั้งโดยคณะกรรมการจัดการ และมีคณะกรรมการตรวจรับเป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพและความถูกต้องของงาน

3. การจัดซื้อก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas: LNG) เพื่อเป็นทางเลือกเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า กำกับดูแลโดยสายงานธุรกิจแอลเอ็นจี โดยหน่วยงานจัดซื้อภายใต้สายงานจัดทำเอกสารเชิญชวนยื่นข้อเสนอ (Request for Proposal: RFP) ตามข้อกำหนดด้านราคาและคุณภาพของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องให้กับคู่ค้าที่มีการสัญญาซื้อขายหลัก (Master Sale and Purchase Agreement) เพื่อเปรียบเทียบและเสนอเลือกคู่ค้าที่สามารถเสนอราคาและคุณภาพได้ดีที่สุดตามข้อกำหนดในรอบนั้น ๆ ผ่านการอนุมัติจากผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานธุรกิจแอลเอ็นจี และได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

กลยุทธ์

กำหนดให้ผู้บริหารและพนักงาน บี.กริม เพาเวอร์ ทุกคนมีหน้าที่สนับสนุน ผลักดัน และปฏิบัติภายใต้นโยบายและกรอบการบริหารจัดการการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเคร่งครัด โดยมีกลยุทธ์การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน ที่สอดคล้องกับจรรยาบรรณและแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้า ดังนี้

การปฏิบัติตามข้อกำหนดและความโปร่งใส
  • มีกระบวนการ
    จัดซื้อจัดจ้างที่โปร่งใส
  • คัดเลือกคู่ค้า
    ที่ดำเนินธุรกิจ
    โดยปฏิบัติตาม
    กฎหมายและหลัก
    จริยธรรมทางธุรกิจ
อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม
  • คัดเลือกคู่ค้าที่ให้
    ความสำคัญกับอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่อผู้มีส่วนได้เสีย อาทิ พนักงาน ชุมชน และสังคม
    โดยสอดคล้องกับเป้าหมายการรักษาสถานที่ทำงานที่ปราศจากอุบัติเหตุและการเสียชีวิต
ความสัมพันธ์และโอกาสทางธุรกิจ
  • ปฏิบัติต่อคู่ค้าทุกรายอย่างเป็นธรรมและ
    เท่าเทียมกัน พร้อมทั้งรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่เข้มแข็ง
  • ส่งเสริมความร่วมมือกับคู่ค้าเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดร่วมกัน
เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม
  • ใช้ประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจร่วมกับคู่ค้า
ความรับผิดชอบด้าน ESG
  • คัดเลือกคู่ค้า
    ที่ให้ความสำคัญ
    ต่อความรับผิดชอบ
    ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ผ่านกระบวนการประเมินตนเองในขั้นตอนการคัด
    เลือกและการดำเนินงาน
การบริหารจัดการคู่ค้า

บี.กริม เพาเวอร์ ตระหนักถึงความสำคัญของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน จึงบูรณาการเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้ากับกระบวนการบริหารจัดการคู่ค้า ควบคู่กับการรักษามาตรฐานคุณภาพและความสัมพันธ์อันดีกับคู่ค้า โดยมุ่งเน้นความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการตรวจสอบได้ ผ่านกระบวนการ ดังนี้

กระบวนการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน
กระบวนการสรรหาและคัดเลือกคู่ค้า

คู่ค้าลำดับที่ 1 ทุกรายต้องรับทราบ ยอมรับ และนำหลักการตามจรรยาบรรณและแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้า ไปปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขขั้นต่ำในการร่วมดำเนินธุรกิจกับบริษัท โดยข้อกำหนดดังกล่าวจะถูกรวมไว้ในเอกสารขอบเขตงานและเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดทำสัญญา ทั้งนี้ คู่ค้าจะต้องลงนามรับรองการปฏิบัติตามจรรยาบรรณและแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้าและข้อกำหนดการประเมิน ESG เบื้องต้นอย่างเป็นทางการ บี.กริม เพาเวอร์ จะดำเนินการประเมินคู่ค้าผ่านแบบประเมินตนเอง โดยคู่ค้าใหม่ต้องมีคะแนนความพร้อมด้านการดำเนินงาน ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 และผ่านหลักเกณฑ์ด้าน ESG เบื้องต้นก่อนการขึ้นทะเบียนเป็นคู่ค้า

นอกจากนี้ สำหรับคู่ค้าที่มีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างเกิน 5 ล้านบาท หลักเกณฑ์ด้าน ESG จะถูกนำมาพิจารณาเป็นส่วนหนึ่งของการคัดเลือกคู่ค้าโดยมีน้ำหนักร้อยละ 10 ผ่านการคัดเลือกโดยคณะกรรมการจัดซื้อ และในกรณีของการต่ออายุหรือขยายสัญญา บี.กริม เพาเวอร์ จะนำผลการตรวจประเมิน ESG ในอดีตมาประกอบการพิจารณา โดยให้ความสำคัญกับคู่ค้าที่มีผลการดำเนินงานด้าน ESG ที่ดีหรือแสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

การจำแนกประเภทคู่ค้า

บี.กริม เพาเวอร์ กำหนดการจำแนกประเภทคู่ค้ามีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ควบคู่กับการบริหารจัดการและลดความเสี่ยงด้าน ESG ที่อาจเกิดจากการดำเนินธุรกิจของคู่ค้า โดยดำเนินการประเมินระดับความเสี่ยงและกำหนดกลยุทธ์การจัดซื้อจัดจ้างให้เหมาะสมกับคู่ค้าแต่ละกลุ่ม ทั้งนี้ คู่ค้าจะถูกจำแนกตามระดับความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจและระดับความเสี่ยงด้าน ESG ดังนี้

คู่ค้าที่สำคัญ
  • คู่ค้าที่มีมูลค่าการจัดซื้อสูง มีการจัดซื้ออย่างต่อเนื่อง หรือ
  • คู่ค้าที่จัดหาส่วนประกอบหรือบริการที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ หรือ
  • คู่ค้าที่ไม่สามารถทดแทนได้ หรือใช้ระยะเวลามากกว่า 6 เดือนในการจัดหาคู่ค้าทดแทน
คู่ค้าที่มีนัยสำคัญ
คู่ค้าที่สำคัญ ที่มีผลการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG อยู่ในระดับปานกลางและระดับสูง ซึ่งจะต้องได้รับการตรวจประเมินผลการปฏิบัติงานด้าน ESG อย่างต่อเนื่องทุกปี

การประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ของคู่ค้า

บี.กริม เพาเวอร์ ดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ของคู่ค้า เพื่อระบุคู่ค้าที่มีนัยสำคัญและมีระดับความเสี่ยงด้าน ESG ตั้งแต่ระดับปานกลางถึงระดับสูง โดยผลการประเมินจะถูกนำมาใช้ในการกำหนดแนวทางการบริหารจัดการที่เหมาะสม อาทิ การจัดทำแผนตรวจประเมินผลการดำเนินงานด้าน ESG การพัฒนาและยกระดับศักยภาพคู่ค้าเชิงกลยุทธ์ และการติดตามผลการปรับปรุงประเด็นด้าน ESG อย่างเป็นระบบ เพื่อให้การบริหารจัดการความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงขององค์กร โดยการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ของคู่ค้ามีขั้นตอน ดังนี้

1. พิจารณาจากประเด็น ESG ที่มีแนวโน้มเกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานในระดับสากล ควบคู่กับความเกี่ยวข้องโดยตรงกับลักษณะการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมของคู่ค้า ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวจะถูกจัดกลุ่มตามมิติการประเมิน ดังนี้

มิติในการประเมิน ประเด็นความเสี่ยงด้าน ESG ที่พิจารณา
ธรรมาภิบาล
  • การทุจริตและติดสินบน
  • การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดทางธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
  • ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
สิ่งแวดล้อม
  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • ความหลากหลายทางชีวภาพและการทำลายป่าไม้
  • การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม
สังคม
  • อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน
  • แนวปฏิบัติด้านแรงงานและการปฏิบัติต่อพนักงาน
  • การใช้แรงงานเด็ก
  • การใช้แรงงานบังคับ
  • ความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม

2. อ้างอิงจากกรอบการประเมินความเสี่ยงระดับองค์กร พิจารณาจากทั้งระดับความรุนแรงของผลกระทบ (Severity) และโอกาสในการเกิดเหตุการณ์ (Likelihood) ซึ่งการวิเคราะห์ความเสี่ยงจะพิจารณาความเสี่ยงหลัก 3 ด้าน ได้แก่

  • ความเสี่ยงเฉพาะประเทศ (Country-specific Risk) โดยอ้างอิงดัชนีและตัวชี้วัดด้าน ESG ในระดับประเทศ ตามแนวทางการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน
  • ความเสี่ยงเฉพาะอุตสาหกรรม (Sector-specific Risk) โดยจำแนกคู่ค้าออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มสารเคมี กลุ่มพลังงาน กลุ่มสาธารณูปโภค และธุรกิจที่ปรึกษา อ้างอิงตามมาตรฐาน Global Industry Classification Standard (GICS)
  • ความเสี่ยงเฉพาะประเภทสินค้า (Commodity-specific Risk) ซึ่งมุ่งเน้นวัตถุดิบที่มีความสำคัญต่อการผลิตและการดำเนินธุรกิจของ บี.กริม เพาเวอร์ โดยตรง ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ และสารเคมีกรด–ด่าง โดยอ้างอิงกลุ่มโภคภัณฑ์ที่มีผลกระทบสูง และอ้างอิงกรอบการจัดลำดับความสำคัญของวัตถุดิบที่มีผลกระทบสูงตามแนวทางของ Science Based Targets Network (SBTN High Impact Commodities)
การตรวจประเมินผลการดำเนินงานด้าน ESG และการติดตามผล

บี.กริม เพาเวอร์ ดำเนินการตรวจประเมินผลการดำเนินงานด้าน ESG ของคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างอิงจากผลการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ที่ได้ดำเนินการไว้ล่วงหน้า เพื่อให้สามารถติดตามการปฏิบัติตามจรรยาบรรณทางธุรกิจและแนวทางการดำเนินงานอย่างยั่งยืนของคู่ค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การตรวจประเมิน ESG เชิงลึกจะดำเนินการตามความถี่ที่เหมาะสมกับระดับความเสี่ยงของคู่ค้า โดยคู่ค้าที่มีนัยสำคัญที่ระดับความเสี่ยงสูงและระดับความเสี่ยงปานกลางจะได้รับการตรวจประเมินเป็นประจำทุกปี และคู่ค้าที่มีระดับความเสี่ยงระดับต่ำจะได้รับการตรวจประเมินทุก 3 ปี โดยกำหนดวิธีการตรวจประเมินครอบคลุมหลายแนวทาง ได้แก่ การประเมินตนเองของคู่ค้า ได้รับการตรวจสอบโดยหน่วยงานภายในองค์กร การอ้างอิงมาตรฐานความยั่งยืนที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และการตรวจประเมิน ณ สถานประกอบการเพื่อยืนยันการปฏิบัติงานจริง

นอกจากนี้ บี.กริม เพาเวอร์ ยังจัดทำรายงานผลการตรวจประเมิน พร้อมทั้งแนวทางการแก้ไขและปรับปรุง (Corrective Action/ Improvement Plan) เพื่อติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขประเด็น ESG ที่ตรวจพบ พร้อมทั้งนำผลการประเมินมาใช้ในการวางแผนพัฒนาศักยภาพคู่ค้าอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานโดยรวม พร้อมทั้งประเมินผลการดำเนินงานด้าน ESG ของคู่ค้าโดยเปรียบเทียบกับแนวปฏิบัติของคู่ค้าในอุตสาหกรรมเดียวกัน เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการออกแบบกิจกรรมเสริมสร้างความรู้เชิงลึกด้าน ESG ให้แก่คู่ค้าอย่างเหมาะสม เช่น การอบรมเชิงลึก การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ และการสนับสนุนด้านคำปรึกษาเชิงกลยุทธ์แบบเฉพาะราย เป็นต้น

ผลการดำเนินงานปี 2568

  • บี.กริม เพาเวอร์ อยู่ระหว่างการทบทวนและปรับปรุงจรรยาบรรณและแนวทางการปฏิบัติสำหรับคู่ค้า เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้ม มาตรฐาน และกรอบการดำเนินงานด้านความยั่งยืนระดับสากลที่มีการปรับปรุงล่าสุด ครอบคลุมบริบทการดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจและกิจกรรมใหม่ ๆ และเสริมสร้างการกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนในระยะยาว
  • บี.กริม เพาเวอร์ มีคู่ค้าลำดับที่ 1 จำนวน 1,113 ราย โดยทุกรายรับทราบจรรยาบรรณและแนวทางการปฏิบัติอย่างยั่งยืนของคู่ค้า
  • คู่ค้าลำดับที่ 1 จำนวน 1,113 ราย ได้รับการคัดกรองตามเกณฑ์การจำแนกคู่ค้าที่สำคัญ โดยสามารถระบุคู่ค้าที่สำคัญได้ทั้งหมด 37 ราย
  • ตรวจประเมินผลการดำเนินงานด้าน ESG เชิงลึก ครอบคลุมคู่ค้า ดังนี้ 1) คู่ค้าที่มีนัยสำคัญทุกราย กำหนดให้ตรวจประเมินทุกปี และ 2) คู่ค้าที่สำคัญ ที่มีความเสี่ยงด้าน ESG ในระดับต่ำ ซึ่งมีกำหนดตรวจประเมินทุก 3 ปี ผ่านวิธีการต่าง ๆ เช่น การประเมินตนเองของคู่ค้าตามแนวปฏิบัติด้านความยั่งยืนของ บี.กริม เพาเวอร์ ซึ่งได้รับการตรวจสอบโดยพนักงาน การอ้างอิงมาตรฐานความยั่งยืนระดับสากลที่คู่ค้าได้ปฏิบัติตาม และการตรวจประเมิน ณ สถานประกอบการ ทั้งนี้ คู่ค้าทุกรายที่มีการตรวจประเมินได้จัดทำแผนงาน และกรอบเวลาในการปรับปรุงประเด็นปัญหาด้าน ESG
  • บี.กริม เพาเวอร์ จัดงาน Supplier Day 2025 เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้าที่สำคัญ และสื่อสารทิศทางธุรกิจและแนวทางความร่วมมือในอนาคต โดยมีคู่ค้าเข้าร่วมงานจำนวน 52 บริษัท และมีความพึงพอใจต่อเนื้อหางานสัมมนาสูงถึงร้อยละ 94.6 สะท้อนถึงความสำเร็จของการจัดงานและความเชื่อมั่นของคู่ค้าต่อ บี.กริม เพาเวอร์