โอกาสและความท้าทาย

การขยายธุรกิจและการพัฒนาโครงการของ บี.กริม เพาเวอร์ ครอบคลุมตลอดวงจรการดำเนินงาน ตั้งแต่การพัฒนาโครงการ การก่อสร้าง การเตรียมความพร้อมก่อนเปิดดำเนินการ ไปจนถึงช่วงการเดินเครื่องและการบำรุงรักษาในระยะยาว ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่มีความสอดคล้อง เป็นระบบ และสามารถปรับใช้ได้ในหลากหลายบริบทและพื้นที่ เราจึงมุ่งยกระดับมาตรฐานและแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ประสิทธิภาพของโครงการ และความพร้อมในการดำเนินงานอย่างยั่งยืน การเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่เข้มแข็งตลอดห่วงโซ่การดำเนินงาน ไม่เพียงช่วยให้การดำเนินงานในทุกช่วงเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ยังช่วยส่งเสริมความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์องค์กรต่อผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เช่น พนักงาน ชุมชน หน่วยงานกำกับดูแล และคู่ค้า เป็นต้น

เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

  ปี 2568 ปี 2569-2573
  ผลการดำเนินงาน เป้าหมาย เป้าหมาย
อัตราการบาดเจ็บจากการทำงานจนถึงขั้นหยุดงานในพนักงานและผู้รับเหมา1
พนักงาน 0.67 0 0
ผู้รับเหมา 0.72 0 0
อัตราการเสียชีวิตจากการทำงานในพนักงานและผู้รับเหมา2
พนักงาน 0 0 0
ผู้รับเหมา 0 0 0

1 อัตราการบาดเจ็บจากการทำงานจนถึงขั้นหยุดงาน หมายถึง กรณีที่เกิดการบาดเจ็บจากการทำงานถึงขั้นหยุดงานต่อหนึ่งล้านชั่วโมงทำงาน
2 อัตราการเสียชีวิตจากการทำงาน หมายถึง กรณีที่เสียชีวิตจากการทำงานต่อหนึ่งล้านชั่วโมงทำงาน

การบริหารจัดการและกลยุทธ์

นโยบายและความมุ่งมั่น
บี.กริม เพาเวอร์ ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการวางแนวทางและผลลัพธ์ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย โดยมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประสิทธิภาพและการดำเนินงาน ยกระดับความปลอดภัยและอาชีวอนามัยในการทำงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมไปถึงป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อชุมชนรอบโรงไฟฟ้า พร้อมส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความปลอดภัยและสนับสนุนให้พนักงานมีสุขภาพที่ดี มุ่งสู่เป้าหมายสู่การเป็นองค์กรที่ปราศจากอุบัติเหตุจากการทำงาน โดยกำหนด นโยบายด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมครอบคลุมการดำเนินงานของกลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ พนักงาน บริษัทย่อย รวมถึงกิจกรรมร่วมค้าและผู้รับเหมาที่อยู่ใต้การดูแลควบคุมของบริษัท มีสาระสำคัญ ดังนี้
  • ตรวจสอบและติดตามการดำเนินงานให้สอดคล้องกับกฎหมาย ข้อบังคับ และมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้องกับด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด
  • ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการปรับปรุงกระบวนการให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น
  • กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมจากการใช้ทรัพยากรและการก่อมลพิษ สอดคล้องกับความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการดำเนินงานด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง
  • ประเมินความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม และกำหนดมาตรการป้องกันแก้ไข ตลอดจนจัดทำแผนฉุกเฉินเพื่อรับมือ ป้องกันและควบคุมความเสียหายหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้น
  • สร้างจิตสำนึกและฝึกอบรมให้แก่พนักงานและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาทักษะ ความรู้ และสร้างความตระหนักต่อผลกระทบและความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม จากการทำงาน และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของพนักงานในการแสดงความคิดเห็นเพื่อพัฒนาระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมของบริษัท
  • กำหนดโครงสร้างกำกับดูแลและความรับผิดชอบของคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องกับนโยบายด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม
โครงสร้างการกำกับดูแล

บี.กริม เพาเวอร์ วางโครงสร้างการกำกับดูแลด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำเนินการตามนโยบายและส่งเสริมประสิทธิภาพของการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องและมีการทบทวนอย่างสม่ำเสมอ โดยกำหนดเป็นหน้าที่ของพนักงานทุกคน ทุกระดับ ในการรับผิดชอบและปฏิบัติตามนโยบายนี้ ผ่านการกำกับดูแลโดยผู้เกี่ยวข้องหลัก ดังนี้

คณะกรรมการบริษัท

มีหน้าที่กำกับดูแลและรับรองนโยบาย กำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ และทบทวนประสิทธิภาพของระบบการจัดการด้าน อาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม เป็นประจำทุกปี

คณะกรรมการบริหารด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม

ประกอบด้วยคณะกรรมการบริหารและตัวแทนจากคณะทำงานด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม มีหน้าที่จัดทำนโยบายและกลยุทธ์ รับผิดชอบและติดตามผลการปฏิบัติงานด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายและทิศทางขององค์กร

คณะทำงานด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม

ประกอบด้วยตัวแทนผู้บริหารระดับสูงและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยระดับวิชาชีพจากสำนักงานกรุงเทพฯ และโรงไฟฟ้า มีหน้าที่กำกับดูแล ติดตาม รายงาน และกำหนดแนวปฏิบัติด้านความปลอดภัยในการทำงาน สิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรป่าไม้ ให้สอดคล้องกับข้อกฎหมายและนโยบายของบริษัท โดยมีการประชุมทุกเดือน เพื่อสื่อสารนโยบาย หารือกับผู้มีส่วนได้เสียหลักทั้งภายในและภายนอกองค์กร แบ่งปันมุมมองหรือความคิดริเริ่มในการปรับปรุงระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือและสร้างความตระหนักในหมู่พนักงาน ผู้รับเหมา คู่ค้า หน่วยงานกำกับดูแล และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ

กลยุทธ์

บี.กริม เพาเวอร์ ได้ยกระดับการบริหารจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล นอกเหนือจากการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยได้รับการรับรองระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (ISO 45001:2018) สำหรับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมทั้งหมด รวมถึงได้รับการรับรองระบบการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม (ISO 14001:2015) และระบบการจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ (ISO 22301:2019) โดยมีการประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ตรวจสอบและติดตามผล รวมถึงทบทวนวัตถุประสงค์อย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนส่งเสริมกิจกรรมความปลอดภัยและสื่อสารนโยบายแก่พนักงานและผู้เกี่ยวข้อง มีสาระสำคัญดังนี้

การชี้บ่งอันตราย ประเมินความเสี่ยงและวิเคราะห์ลักษณะการทำงาน (Job Safety Analysis) สำหรับพนักงานและผู้รับเหมาครอบคลุมทุกกิจกรรม ก่อนเข้าปฏิบัติงาน

ประเมินโอกาสและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น พร้อมกำหนดมาตรการควบคุมและป้องกันให้สอดคล้องกับความเสี่ยง โดยใช้หลักการลำดับชั้นของการควบคุมอันตราย (Hierarchy of Controls) เพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัติงานมีความปลอดภัย สอดคล้องกับแผนงานและเป้าหมาย โดยให้พนักงานระดับหัวหน้างานขึ้นไปเป็นผู้ประเมินความเสี่ยงพิจารณาจาก โอกาสในการเกิด (Likelihood) และผลกระทบ (Impact) แบ่งระดับความเสี่ยงเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ความเสี่ยงสูงมาก (Very High Risk) ความเสี่ยงสูง (High Risk) ความเสี่ยงปานกลาง (Medium Risk) ความเสี่ยงต่ำ (Low Risk) และความเสี่ยงต่ำมาก (Very Low Risk) ในกรณีที่พบว่ามีความเสี่ยงสูง ทางผู้เกี่ยวข้องต้องกำหนดมาตรการควบคุม หรือขั้นตอนในการปฏิบัติงานที่ปลอดภัยเพื่อให้ความเสี่ยงอยู่ในระดับต่ำ (Low Risk) ก่อนเริ่มปฏิบัติงาน พิจารณาตั้งแต่การขจัดอันตราย (Elimination) การปรับเปลี่ยนวัสดุหรือกระบวนการ (Substitution) การแยกกระบวนการหรือเครื่องจักรออกจากผู้ปฏิบัติงาน (Isolation) การออกแบบหรือติดตั้งอุปกรณ์เพื่อลดอันตราย (Engineering) การบริหารจัดการ (Administration) เช่น กำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรด้านความปลอดภัยตามความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง การตรวจสุขภาพก่อนเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่อันตราย เช่น สถานที่อับอากาศ รวมถึงการสื่อสารความปลอดภัยให้ผู้เกี่ยวข้องทราบก่อนเริ่มปฏิบัติงาน ตลอดจนการสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment: PPE) จึงจะสามารถปฏิบัติงานได้ รวมทั้งพิจารณาว่าการดำเนินงานจะไม่ส่งกระทบกับชุมชนรอบข้างโรงไฟฟ้า

ทั้งนี้ การประเมินความเสี่ยงดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนการขอใบอนุญาตเข้าทำงานในพื้นที่โรงไฟฟ้า นอกจากนั้นกรณีพนักงานพบความอันตรายในการทำงานหรือสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัยในพื้นที่ ให้แจ้งหัวหน้างานหรือเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (คปอ.) ของโรงไฟฟ้านั้น ๆ ให้พิจารณาหาแนวทางและอนุมัติการดำเนินการปรับปรุง แก้ไข ให้เกิดความปลอดภัย

การกำกับดูแลผู้ปฏิบัติงาน และการควบคุมสภาพแวดล้อมในการทำงาน
  • กำหนดกฎระเบียบและจัดทำคู่มือความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ครอบคลุมถึงพนักงาน ผู้รับเหมาและบุคคลที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ปฏิบัติงานเพื่อให้ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยหัวหน้างานและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) มีหน้าที่ในการกำกับดูแลและตรวจสอบให้เป็นไปตามมาตรการและแนวทางความปลอดภัย เช่น ผู้รับเหมาทุกรายต้องผ่านการอบรมด้านความปลอดภัยก่อนเข้าพื้นที่ปฏิบัติงาน ผู้รับเหมาต้องมีหัวหน้างานที่มีความรู้ด้านความปลอดภัยในการดูแลรับผิดชอบตลอดระยะเวลาปฏิบัติงาน เป็นต้น
  • กำหนดให้พนักงานและผู้เกี่ยวข้องสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (PPE) ตลอดเวลาที่ปฏิบัติงาน รวมถึงมีการตรวจวัดและประเมินสภาพแวดล้อมในการทำงานอย่างสม่ำเสมอตามมาตรฐานและข้อกำหนด เช่น เสียง แสงสว่าง และความร้อน เป็นต้น
  • มีการตรวจติดตามการปฏิบัติงานอย่างสม่ำเสมอโดยหัวหน้างาน เมื่อพบผู้ปฏิบัติงานไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการทำงานที่กำหนด หรือสภาพพื้นที่ไม่ปลอดภัย มีความเสี่ยงที่อาจได้รับอันตราย จะดำเนินการสั่งหยุดงานทันที พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้ปฏิบัติงานปฏิบัติตามขั้นตอนที่ปลอดภัยหรือปรับปรุงสภาพพื้นที่ให้ปลอดภัย ก่อนอนุญาตให้ปฏิบัติงานอีกครั้ง
  • จัดการประชุมคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (คปอ.) ในระดับโรงไฟฟ้าและสำนักงานกรุงเทพฯ ตามกฎหมาย เพื่อสำรวจ รายงาน และเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางปรับปรุงแก้ไขสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่ปลอดภัย เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในพื้นที่นั้น ๆ
  • จัดการประชุมคณะทำงานด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม เพื่อกำกับดูแล ติดตาม รายงาน กำหนดขั้นตอนการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยในการทำงาน สื่อสารและหารือกับผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร ทั้งยังมีการแบ่งปันมุมมองหรือความคิดริเริ่มในการปรับปรุงระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือและสร้างความตระหนักด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
  • มีการตรวจติดตามการปฏิบัติงานด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม ของโรงไฟฟ้าโดยฝ่ายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมส่วนกลาง (Corporate SHE) และสายงานตรวจสอบภายใน (Internal Audit) เพื่อให้มั่นใจว่าโรงไฟฟ้าปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อกำหนด และนโยบายด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมของ บี.กริม เพาเวอร์ อย่างเคร่งครัด
การรายงานและสอบสวนอุบัติการณ์

กำหนดให้รายงานอุบัติเหตุหรืออุบัติการณ์ที่เกิดในพื้นที่ของบริษัทอย่างเป็นระบบ โดยผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์หรือผู้พบเห็นต้องปฏิบัติตามแผนตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และแจ้งหัวหน้างานให้เร็วที่สุด ฝ่ายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมของโรงไฟฟ้านั้น ๆ ดำเนินการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุที่แท้จริง (Root Cause Analysis) ดำเนินการแก้ไข ตลอดจนกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ และนำส่งรายงานอุบัติเหตุตามแบบฟอร์มที่กำหนดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยติดตามผลการดำเนินการแก้ไข ปรับปรุง ตามมาตรการป้องกันที่ได้ระบุไว้เป็นระยะ และจัดเก็บข้อมูลในฐานข้อมูลการเรียนรู้กลาง (Knowledge Sharing) ของ บี.กริม เพาเวอร์ ซึ่งพนักงานสามารถเข้าถึงได้ พร้อมทั้งสื่อสารบทเรียนจากอุบัติเหตุหรืออุบัติการณ์ที่เกิดขึ้น (Lesson Learned Sharing) ให้กับพนักงานและผู้รับเหมาทราบผ่านสื่อต่าง ๆ ของบริษัท

การตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉิน

บี.กริม เพาเวอร์ ให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ เช่น เพลิงไหม้ สารเคมีรั่วไหล น้ำท่วม ท่อก๊าซธรรมชาติรั่วไหล เป็นต้น เพื่อให้เราสามารถตอบโต้ภาวะฉุกเฉินอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากล โดยประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเพื่อจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) และแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน (Emergency Response Plan: ERP) รวมทั้งกำหนดแนวทางการสื่อสารภาวะฉุกเฉินทั้งภายในและภายนอกองค์กร ผสมผสานการบริหารงาน 3 ระบบ ได้แก่ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO 14001:2015) ระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (ISO 45001:2018) และระบบการจัดการความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM) (ISO 22301:2019) ครอบคลุมระดับองค์กร ทั้งสำนักงานกรุงเทพฯ และโรงไฟฟ้า เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถตอบโต้ภาวะฉุกเฉินและยังดำเนินธุรกิจของบริษัทได้อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้าและผู้มีส่วนได้เสีย โดยจัดให้มีการซ้อมแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจและแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉินในทุกโรงไฟฟ้าเป็นประจำทุกปี รวมถึงการซ้อมแผนตอบโต้สภาวะฉุกเฉินกรณียกระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ตามแต่ละช่วงเวลาที่กำหนดด้วย

การอบรมและส่งเสริมวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยและสุขภาพที่ดี

ด้านความปลอดภัยในการทำงาน เราให้ความสำคัญกับการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความปลอดภัย โดยมุ่งสร้างความรู้ ความตระหนัก พร้อมเพิ่มทักษะความสามารถด้านความปลอดภัยในการทำงานครอบคลุมพนักงานและผู้รับเหมา โดยจัดการอบรมด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยตามข้อกำหนดของกฎหมาย รวมถึงหลักสูตรความปลอดภัยเฉพาะทางตามลักษณะงาน เช่น การปฏิบัติงานในสถานที่อับอากาศ การปฏิบัติงานเกี่ยวกับไฟฟ้า การปฏิบัติงานบนที่สูง การปฐมพยาบาลเบื้องต้น การฟื้นคืนชีพและการใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (CPR&AED) การป้องกันอันตรายด้วยระบบล็อคนิรภัยและป้ายเตือน (Lock Out Tag Out) ตลอดจนส่งเสริมแนวทางความปลอดภัยด้วยพฤติกรรมความปลอดภัย (Behaviour-Base Safety: BBS) เพื่อสร้างความตระหนักให้กับพนักงานทุกคน

ด้านการส่งเสริมสุขภาพ เราเชื่อมั่นว่าการส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาวะที่ดีทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยให้พนักงานปฏิบัติงานได้อย่างปลอดภัย เราจึงจัดให้มีการตรวจประเมินสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยงตามลักษณะงานที่ปฏิบัติให้กับพนักงานทุกคนเป็นประจำทุกปี พร้อมประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพของพนักงาน นอกจากนี้ เรายังได้จัดทำโปรแกรมสำหรับพนักงานที่ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง เช่น พื้นที่อับอากาศ จะต้องผ่านการประเมินสุขภาพปอดและระบบทางเดินหายใจอย่างละเอียด เพื่อสร้างความมั่นใจถึงความพร้อมในการปฏิบัติงาน การมอบสวัสดิการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประจำปีแก่พนักงานทุกคนพร้อมส่วนลดสำหรับครอบครัว เพราะการป้องกันไข้หวัดใหญ่ไม่เพียงช่วยลดอัตราการลาป่วย แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดภายในองค์กร นอกจากนี้ ยังประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพแก่พนักงานเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง เช่น กิจกรรมสัปดาห์ความปลอดภัย กิจกรรมเดิน-วิ่ง จัดสถานที่ออกกำลังกายภายในบริษัท กิจกรรมกีฬาสานสัมพันธ์ระหว่างพนักงาน เป็นต้น ทั้งนี้สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อ "พนักงานของเรา"

ผลการดำเนินงานปี 2568

100%

ของโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม1
  • ได้รับการรับรองระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย (ISO 45001:2018)

ไม่มี

การเสียชีวิต

ในพนักงานและผู้รับเหมา

17,087 ชั่วโมง

การอบรมด้านอาชีวอนามัย และความปลอดภัยแก่พนักงานจำนวน 623 คน2

1 ครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นเวลาอย่างต่ำ 3 ปี
2 พนักงานจำนวนทั้งสิ้น 986 คน ผ่านการอบรมด้านสิ่งแวดล้อม อาชีวอนามัยและความปลอดภัย โดยในจำนวนนี้ 623 คน ได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย

บี.กริม เพาเวอร์ ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยต่อเนื่อง ได้แก่ การตรวจสอบพื้นที่ปฏิบัติงาน ทบทวนขั้นตอนการปฏิบัติงานเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ การอบรมพนักงานให้ทราบถึงขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ปลอดภัย และตรวจติดตามระหว่างการปฏิบัติงานโดยหัวหน้างานเป็นระยะ ๆ โดยในปี 2568 ไม่มีการเสียชีวิตทั้งในพนักงานและผู้รับเหมา อย่างไรก็ตาม มีการบาดเจ็บถึงขั้นหยุดงานในพนักงาน 2 กรณี และในผู้รับเหมา 2 กรณี ซึ่งทุกกรณีมีการสอบสวนอุบัติเหตุโดยผู้ที่เกี่ยวข้องและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับวิชาชีพ (จป.วิชาชีพ) มีการติดตามมาตรการแก้ไข ป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ และนำส่งรายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ผู้ประสบอุบัติเหตุสามารถกลับมาปฏิบัติงานได้ปกติและได้รับการชดเชยดูแลตามกฎหมาย

พัฒนาแนวทางการบริหารจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
  • ทบทวนความเสี่ยงจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าที่อาจส่งผลต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ ภาวะฉุกเฉิน ซึ่งครอบคลุมเหตุเพลิงไหม้ สารเคมีรั่วไหล น้ำท่วม ท่อก๊าซธรรมชาติรั่วไหล รวมทั้งบูรณาการแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉินครอบคลุมเหตุการณ์ดังกล่าว ฝึกซ้อมแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) และแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉิน (Emergency Response Plan: ERP) ของโรงไฟฟ้า พร้อมประเมินผลการฝึกซ้อมโดยที่ปรึกษาตามมาตรฐานสากลเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินการ รวมถึงมีการฝึกซ้อมแผนตอบโต้สภาวะฉุกเฉินกรณียกระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า ได้แก่ สำนักงานนิคมอุตสาหกรรม และหน่วยงานท้องถิ่น โดยมีการเชิญผู้แทนจากชุมชนรอบพื้นที่โรงไฟฟ้าเข้าร่วมสังเกตการณ์ ในปี 2568 มีการซ้อมแผน ดังนี้
  • กำหนดให้มีการตรวจสอบพื้นที่และสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน ครอบคลุมพื้นที่ทุกโรงไฟฟ้าอย่างน้อยเดือนละครั้ง และทุก ๆ สามเดือนสำหรับสำนักงานกรุงเทพฯ โดยคณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน (คปอ.) ประจำแต่ละโรงไฟฟ้าและสำนักงานกรุงเทพฯ หากพบสภาพการทำงาน หรือสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่ปลอดภัย ผู้เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการปรับปรุง แก้ไขเพื่อให้เกิดความปลอดภัยภายในระยะเวลาที่กำหนด
  • ตรวจติดตามการปฏิบัติงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยเป็นประจำทุกปี โดยฝ่ายความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมส่วนกลาง (Corporate SHE) โดยในปี 2568 มีการตรวจติดตามทั้งหมด 47 โรงไฟฟ้า พบประเด็นด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่สามารถปรับปรุงเพิ่มเติม ได้แก่ การปรับปรุงระบบการจัดการด้านอาชีวอนามัย ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม อาทิ การจัดทำทะเบียนกฎหมาย การจัดทำแผนการอบรม และการทบทวนโดยฝ่ายบริหาร เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบประเด็นการปรับปรุงการประเมินความเสี่ยงในการทำงานให้ครอบคลุมทุกอันตรายที่อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งได้ติดตามแก้ไขครบถ้วนแล้ว
  • ในปี 2568 สายงานตรวจสอบภายในได้กำหนดขอบเขตการตรวจสอบ และตรวจสอบการดำเนินงานของโรงไฟฟ้า โดยมุ่งเน้นด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดนโยบาย แนวปฏิบัติ แผนดำเนินงานประจำปี ตลอดจนการติดตามและรายงานผล เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล ซึ่งในปีนี้ได้ขยายขอบเขตการตรวจสอบไปยังโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในต่างประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจในการบริหารจัดการที่เป็นระบบ
  • ทบทวนการเกิดอุบัติเหตุหรืออุบัติการณ์ที่ผ่านมารวมทั้งความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานหรือสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย เพื่อกำหนดแนวทางการป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับพนักงาน ผู้รับเหมา รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนจัดทำสื่อความปลอดภัย เช่น การใช้รถยนต์ภายในพื้นที่โรงไฟฟ้า อุบัติเหตุที่เกิดจากความล้มเหลวของอุปกรณ์เครื่องจักรที่ชำรุด อันตรายจากเพลิงไหม้หรือสารเคมีรั่วไหล แนวทางการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุซ้ำ เป็นต้น
การอบรมและส่งเสริมวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยและสุขภาพที่ดี

  • จัดอบรมด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานตามลักษณะงาน เพื่อส่งเสริมทักษะและความรู้ที่เกี่ยวข้องให้กับพนักงานรวม 17,087 ชั่วโมง เช่น การอบรมเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานระดับหัวหน้างาน และระดับบริหาร การอบรมความปลอดภัยด้านต่าง ๆ อาทิ การทำงานกับไฟฟ้า การทำงานกับหม้อไอน้ำ การทำงานในสถานที่อับอากาศ การทำงานที่สูง การทำงานเกี่ยวกับปั้นจั่น การทำงานเกี่ยวกับรถโฟล์คลิฟท์ การทำงานเกี่ยวกับสารเคมี การอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการช่วยฟื้นคืนชีพด้วยเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ (AED) การป้องกันอันตรายด้วยระบบล็อคนิรภัยและป้ายเตือน (Lock Out Tag Out) การอบรมเชิงปฏิบัติการความปลอดภัยในงานก่อสร้าง เป็นต้น พร้อมทั้งจัดอบรมด้านความปลอดภัยให้กับผู้รับเหมาและผู้เกี่ยวข้องให้เกิดความตระหนักเรื่องอาชีวอนามัย ความปลอดภัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุหรืออุบัติการณ์จากการทำงานอีกด้วย
  • จัดกิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมด้านความปลอดภัยและสุขภาพของพนักงานอย่างต่อเนื่อง โดยครอบคลุมกิจกรรมเชิงสร้างการมีส่วนร่วมและการให้ความรู้ เช่น กิจกรรมวันความปลอดภัยในแต่ละโรงไฟฟ้า การอบรมและแลกเปลี่ยนแนวคิดด้านพฤติกรรมความปลอดภัย เพื่อสร้างความตระหนักถึงความปลอดภัยในการทำงานและส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้แก่พนักงาน การให้ความรู้เรื่องการยศาสตร์ (Ergonomics) จากคลินิกกายภาพ การสื่อสารความปลอดภัยในการทำงานโดยหัวหน้างานและเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน รวมถึงมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ อาทิ กิจกรรมสะสมแคลลอรี่ กิจกรรมลด Cholesterol BMI (Body Mass Index) LDL (Low-Density Lipoprotein) ควบคู่กับการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ข้อมูลด้านความปลอดภัยผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นประจำทุกเดือน รวมถึงการเพิ่มช่องทางการสื่อสารผ่าน Line Official เพื่ออำนวยความสะดวกให้พนักงานสามารถสอบถามข้อมูลและแลกเปลี่ยนประเด็นด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยได้อย่างรวดเร็ว ครอบคลุมการแจ้งเหตุการณ์ที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยระหว่างปฏิบัติงาน การรายงานอุบัติเหตุ การขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ความปลอดภัย รวมถึงการเผยแพร่ข้อมูลและกิจกรรมที่สนับสนุนวัฒนธรรมความปลอดภัยภายในองค์กรอย่างทั่วถึงและทันท่วงที
  • ควบคุมการเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่โรงไฟฟ้าอย่างเคร่งครัด โดยผู้ปฏิบัติงานภายในพื้นที่โรงไฟฟ้าจะต้องสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล และผ่านการอบรมด้านความปลอดภัยโดยเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) ของแต่ละโรงไฟฟ้า กรณีทำงานในพื้นที่หรือลักษณะงานที่มีความเสี่ยงสูงตามกำหนด เช่น การทำงานที่อับอากาศ การทำงานบนที่สูง การทำงานกับความร้อนและประกายไฟ การทำงานกับไฟฟ้า เป็นต้น จะต้องขออนุญาตเข้าพื้นที่ตามแบบฟอร์มที่กำหนด พร้อมทั้งตรวจสอบและควบคุมให้สภาพแวดล้อมในการทำงานเกิดความปลอดภัยตลอดเวลาปฏิบัติงาน