สารจากประธานกรรมการ

“ผมรู้สึกขอบคุณเป็นอย่างสูง สำหรับการสนับสนุนและความไว้วางใจที่ท่านได้มอบให้ บริษัทบี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจของบี.กริมที่ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2421 และดำเนินธุรกิจพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมา ยาวนานที่สุดในประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมการผลิตไฟฟ้า ภาคเอกชนในไทย โดยมุ่งหวังที่จะสร้างพลังให้กับ สังคมโลกด้วยความโอบอ้อมอารีในฐานะผู้ผลิต ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานระดับสากล รวมถึงตอบสนอง ความต้องการของทั้งผู้ถือหุ้นร่วม คู่ค้าและสังคม ในภาพรวมบนพื้นฐานของความโอบอ้อมอารี ซึ่งเป็นรากฐานทางความคิดของเรา”

บี.กริม เพาเวอร์ เริ่มดำเนินธุรกิจใน ปี พ.ศ. 2536 โดยบี.กริม เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกธุรกิจผลิตไฟฟ้าภาคเอกชน ของประเทศไทย ซึ่งลงทุนร่วมกับ อมตะ คอร์ปอเรชัน บริษัทพัฒนานิคม อุตสาหกรรมชั้นนำาของประเทศไทยเพื่อก่อตั้งบริษัทอมตะ บี.กริม เพาเวอร์

ตลอดระยะเวลา 20 ปีนับจากนั้น อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ผลิตพลังงานไฟฟ้าชั้นนำของไทย จากการร่วมมือทางธุรกิจของบี.กริม อมตะ คอร์ปอเรชัน และซูมิโตโม คอร์ปอเรชัน บริษัทชั้นนำด้านวิศวกรรม นิคมอุตสาหกรรมและการบริหารธุรกิจ

ด้วยระยะเวลา 140 ปีของการดำเนิน ธุรกิจในประเทศไทยนับตั้งแต่ช่วงปลาย ศตวรรษที่ 19 บี.กริมเป็นบริษัทที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศไทยในกลุ่มธุรกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยในช่วง แรกเริ่มนั้น บี.กริมและตระกูลสนิทวงศ์ ได้ร่วมกันดำเนินโครงการขุดคลองรังสิต ซึ่งมีความยาวถึง 1,500 กิโลเมตรและถือ เป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย ต่อมา ในปี พ.ศ.2450 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชหัตถเลขาซึ่งมีเนื้อความ เกี่ยวกับความก้าวหน้าด้านวิทยาการที่บี.กริมนำมาใช้ในกิจการสัมปทาน โทรเลขในสมัยนั้น

ในช่วงหลายสิบปีหลังจากสงครามโลก ครั้งที่ 1 และสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาล ไทยได้ดำาเนินนโยบายพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ และได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นครั้งแรกในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 โดยเริ่มจากระบบโทรคมนาคม ตามด้วยทางพิเศษ ก่อนที่จะขยายเพิ่มเติมในช่วงทศวรรษ 1990 ไปสู่ระบบขนส่งมวลชน รวมถึงการผลิตไฟฟ้าและการจำหน่ายไฟฟ้า ทั้งนี้ บี.กริมได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนา โดยโครงการแรกเป็นการร่วมลงทุนกับอมตะ คอร์ปอเรชัน เพื่อพัฒนา โครงการโรงไฟฟ้าในนิคมอุตสาหกรรมของอมตะ และต่อมาได้ขยายกิจการไปยังนิคมอุตสาหกรรมอื่น

ปัจจุบัน บริษัทยังได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำาในธุรกิจพลังงานทดแทนจากหลากหลายโครงการที่เราบริหาร จัดการ ซึ่งรวมถึงพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และพลังงานลม ซึ่งตั้งอยู่ในหลายประเทศ นับจากนั้นเป็นต้นมา บริษัทได้เดินหน้าดำาเนินธุรกิจและประสบความสำาเร็จอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลมาจากความทุ่มเทของทีมผู้บริหารที่มีความเป็นมืออาชีพ รวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจที่ให้การสนับสนุนด้วยดีเสมอมา สถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือ ผู้ถือหุ้น คู่สัญญาและคู่ค้า รวมถึงลูกค้าผู้มีอุปการคุณอย่างยิ่งของเราที่สนับสนุนเราอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เริ่มดำเนินกิจการในปีพ.ศ. 2541

บริษัทเชื่อว่าการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นฉันท์ครอบครัวกับพันธมิตรทางธุรกิจ คือรากฐานที่สำาคัญสำหรับการก้าวไปสู่ความสำเร็จร่วมกันและการเติบโตในอนาคต การประสานพลังความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยยกระดับความสามารถในด้านธุรกิจพลังงานของบริษัท รวมถึงความสามารถในการส่งเสริมการพัฒนาประเทศสู่ความมั่นคงทางพลังงานและความเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว บริษัทจะสามารถช่วยสร้างพลังเสริม ศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในภาพรวมได้ นอกจากนี้ เครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศ และต่างประเทศยังเอื้อให้บริษัทสามารถ ขยายธุรกิจไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคได้ในอนาคต

ในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา รายได้ของบริษัทตามงบการเงินรวมเติบโตเพิ่มขึ้น จาก 13,804 ล้านบาทในปีพ.ศ. 2556 เป็น 31,482 ล้านบาทในปีพ.ศ. 2560 โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิตที่ 1,646 เมกะวัตต์ และมีโครงการที่อยู่ระหว่าง การพัฒนา 872 เมกะวัตต์ โดยจะได้มีการทำาสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกในอนาคต

ในโอกาสนี้ผมขอขอบคุณผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งใน ความสำเร็จและอนาคตของเรา

ขอแสดงความนับถือ

ฮาราลด์ ลิงค์
ประธานกรรมการ